Search this web siteHelpAdd bookmarkEnglish versionThai version
Personal BankingBusiness BankingAbout Bankok Bank
รางวัลแห่งเกียรติยศ
ธนาคารกรุงเทพวันนี้
นโยบายการกำกับดูแลกิจการ
องค์กรแห่งนวัตกรรม
ภารกิจต่อสังคม
ห้องสมุดข่าว
งานกับธนาคาร
ศึกษาต่อต่างประเทศ
ทรัพย์สินพร้อมขาย
ธุรกิจสัมพันธ์จีน
ธุรกิจสัมพันธ์ญี่ปุ่น
สาขาต่างประเทศ
Skip Navigation Links
รางวัลแห่งเกียรติยศ
ธนาคารกรุงเทพวันนี้Expand ธนาคารกรุงเทพวันนี้
นโยบายการกำกับดูแลกิจการExpand นโยบายการกำกับดูแลกิจการ
องค์กรแห่งนวัตกรรม
ภารกิจต่อสังคมExpand ภารกิจต่อสังคม
ห้องสมุดข่าว
งานกับธนาคารExpand งานกับธนาคาร
ศึกษาต่อต่างประเทศExpand ศึกษาต่อต่างประเทศ
ทรัพย์สินพร้อมขายExpand ทรัพย์สินพร้อมขาย
ธุรกิจสัมพันธ์จีนExpand ธุรกิจสัมพันธ์จีน
ธุรกิจสัมพันธ์ญี่ปุ่น
สาขาต่างประเทศExpand สาขาต่างประเทศ
องค์กรแห่งนวัตกรรม
องค์กรแห่งนวัตกรรม
กว่าครึ่งศตวรรษมาแล้วที่ธนาคารกรุงเทพยืนหยัดเป็นธนาคารชั้นแนวหน้าของประเทศไทย
ความคิดที่จะก่อตั้งธนาคารของคนไทยอย่างแท้จริง เริ่มขึ้นตั้งแต่ยุคที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นรัฐชาติในช่วงระหว่างปีพ.ศ. 2483-2492 ซึ่งเป็นช่วงที่ธนาคารต่างชาติมีอิทธิพลเหนือภาคการเงินของไทย ขณะนั้นนักธุรกิจไทยประสบปัญหาด้านแหล่งเงินทุนและการสนับสนุนจากธนาคารต่างชาติ ในภาวะที่คนไทยต้องการแรงสนับสนุนจากบริการธนาคารเช่นนี้ธนาคารกรุงเทพจึงถือกำเนิดขึ้นในปีพ.ศ. 2487 และได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบธุรกิจในประเทศ จนธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ธนาคารไม่ได้หยุดอยู่เพียงให้บริการแก่คนกลุ่มเล็ก ๆ แต่ยังได้ขยายการให้บริการในรูปแบบใหม่ๆ มากมาย จนก้าวขึ้นเป็นธนาคารที่มีบทบาทเด่นในประเทศไทย และเป็นธนาคารที่มีลูกค้าอย่างกว้างขวางจากทุกวงการ โดยเฉพาะบริษัทธุรกิจชั้นนำของประเทศ
 
กุญแจสำคัญที่ทำให้ธนาคารกรุงเทพประสบความสำเร็จมาตลอด ได้แก่ การริเริ่มนวัตกรรมต่าง ๆ และการคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ธนาคารมีเจตจำนงที่จะขยายและพัฒนาบริการอยู่เสมอ ไม่ว่าในยามที่เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาการเติบโตก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว หรือในยามที่บ้านเมืองประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและ การเมืองต่างๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่า หรือแม้กระทั่งเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบไปทั่วภูมิภาคในปีพ.ศ. 2540
 
First Branch
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาคธุรกิจการเงินของไทยอยู่ในมือของธนาคารต่างชาติเกือบทั้งหมด แต่เมื่อสงครามเริ่มขึ้น สถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจำต้องเข้าร่วมสงครามในฐานะพันธมิตรกับญี่ปุ่น ธุรกิจและธนาคารพาณิชย์ที่เป็นของชนชาติยุโรปหรือฝ่ายสัมพันธมิตรจึงถูกควบคุมและปิดกิจการในทันที 
 
สภาพการณ์เช่นนี้ ได้เปิดโอกาสให้คนไทยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการ นักธุรกิจ และกลุ่มบุคคลผู้มีแนวคิดตรงกัน มาร่วมมือกันก่อตั้งธนาคารของคนไทยที่มีความพร้อมในการให้บริการทางการเงินแก่คนไทยอย่างเต็มรูปแบบขึ้น ธนาคารกรุงเทพได้จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ 2487
 
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เริ่มดำเนินธุรกิจเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2487 มีสำนักงานตั้งอยู่ที่อาคารพาณิชย์สองคูหาในย่านราชวงศ์ ใจกลางกรุงเทพฯ ในขณะนั้น มีพนักงานทั้งสิ้น 23 คน และมีหลวงรอบรู้กิจเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ท่านแรก ท่านเป็นผู้ริเริ่มสร้างฐานลูกค้าของธนาคารด้วยการให้บริการตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย ธนาคารกรุงเทพในยุคต้น มีบทบาทอย่างมากในการสนับสนุนการผลิตและการค้าของคนไทยเพื่อฟื้นฟูประเทศภายหลังสงครามอย่างเต็มความสามารถ
 
Mr. Chin Sophonpanich
 
บทบาทแรกก่อตั้ง : ร่วมสร้างชาติ
ระหว่างพ.ศ. 2495 ถึง 2520 นายชิน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพท่านที่สองได้พัฒนางานธนาคารให้ก้าวไกล และมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ
 
นายชินเป็นผู้วางทิศทางให้ธนาคารขยายเครือข่ายสาขาไปสู่ท้องที่ห่างไกลทั่วประเทศ ซึ่งมีผลิตผลทางการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ธนาคารกรุงเทพ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการร่วมสนับสนุนอุตสาหกรรมการส่งออก ซึ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงนี้เอง ธนาคารกรุงเทพ ได้ก้าวขึ้นเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของไทยที่ให้บริการด้านการเงินครบวงจร รวมทั้งการออก "เลตเตอร์ออฟเครดิต" แก่ธุรกิจส่งออกและนำเข้า
 
First Overseas Branch
เมื่อสร้างรากฐานในประเทศไทยอย่างมั่นคงดีแล้ว ธนาคารกรุงเทพจึงให้ความสำคัญต่อการสร้างฐานในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ในเดือนมิถุนายน พ.ศ 2497 ธนาคารได้เปิดสาขาต่างประเทศเป็นแห่งแรกที่ฮ่องกง และในปีถัดมา เปิดสาขาที่สองขึ้นที่โตเกียว หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้เปิดอีกสาขาที่สิงคโปร์ ทำให้ธนาคารสามารถให้บริการทางธุรกิจอย่างครบวงจร เนื่องจากประเทศไทยทำธุรกิจการค้ากับประเทศทั้งสามนี้อยู่เป็นจำนวนมาก
 
Mr. Boonchu Rojanasatien
นายบุญชู โรจนเสถียร ได้ก้าวขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ท่านที่สามเมื่อพ.ศ. 2520 และได้ลาออกเพื่อเข้าสู่งานการเมืองในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในพ.ศ. 2523 ในช่วงเวลาดังกล่าว แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังชะลอตัวจากปัญหาเศรษฐกิจโลก แต่ก็แทบจะไม่มีผลต่อการเติบโตก้าวหน้าของธนาคาร  นายบุญชูได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปการทำงานครั้งใหญ่ เพื่อให้ธนาคารมีความทันสมัยมีมาตรฐานทัดเทียมกับต่างประเทศ  รวมทั้งนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและพนักงานของธนาคารอย่างต่อเนื่อง
 
Mr. Chatri Sophonpanich
 
ยุคทองแห่งการเติบโตที่ก้าวกระโดด
นายชาตรี โสภณพนิช เข้ารับหน้าที่เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพท่านต่อมา ตั้งแต่พ.ศ. 2523 ถึง 2535  และได้นำธนาคารก้าวเข้าสู่ 'ยุคทอง' อย่างแท้จริง โดยในระหว่างช่วงเวลา 12 ปีที่ท่านนำการบริหารธนาคารอยู่นั้น ผลประกอบการของธนาคารมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 12 เท่า และนับเป็นครั้งแรกที่ธนาคารพาณิชย์ไทยสามารถทำกำไรสุทธิต่อปีได้มากกว่า 10,000 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้น และติดอันดับธนาคารชั้นนำ 200 แห่งของโลก
 
Dr. Vichit Suraphongchai
 
ยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงและดาวจรัสแสงดวงใหม่
ดร.วิชิต สุรพงศ์ชัย ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพในพ.ศ 2535  ในฐานะผู้บริหารที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับในความรู้ความสามารถที่สูงเด่น เป็น'ดาวจรัสแสงดวงใหม่' ของวงการธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งในช่วงนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของธนาคารพาณิชย์ไทยถึง 5 ธนาคารในเวลาใกล้เคียงกัน  ดร. วิชิตมีผลงานสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อธนาคารกรุงเทพหลายประการ โดยเฉพาะผลงานทางด้านกิจการธนาคารต่างประเทศ   ดร.วิชิตลาออกจากธนาคารในปีพ.ศ. 2537  
 
Mr. Chartsiri Sophonpanich
นายชาติศิริ โสภณพนิช ผู้บริหารหนุ่มบุตรชายคนโตของนายชาตรี โสภณพนิช คือบุคคลที่ได้รับเลือกสรรให้เป็นผู้นำในการสืบทอดเจตนารมณ์ของธนาคารสู่ทศวรรษใหม่ของการประกอบการในปี 2537
 
ในชั่วเวลาเพียง 3 ปี หลังจากที่นายชาติศิริ ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่  ความเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่เจริญรุ่งเรืองติดต่อกันมาอย่างยาวนานถึง 30 ปี ก็ได้อวสานลง ด้วยวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นทั่วทวีปเอเชียในปีพ.ศ. 2540 ซึ่งเริ่มต้นจากค่าเงินบาทตกต่ำลงอย่างมาก หลังจากที่ประเทศไทยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแบบลอยตัว สถาบันการเงินทั่วเอเชียประสบปัญหาอันหนักหน่วง จนประสบภาวะล้มละลายไปหลายแห่ง สถาบันการเงินที่ยังเหลืออยู่ก็ต้องเผชิญกับปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้  เพราะลูกค้าสำคัญจำนวนกว่าครึ่งค่อนของธนาคาร พากันประสบปัญหาทางการเงิน ยุคแห่งการขยายตัวและการเติบโตกลายเป็นยุคแห่งความยากลำบากในการทำธุรกิจ และเศรษฐกิจถดถอย ท่ามกลางภาวะแห่งอุปสรรคอันหนักหน่วงเช่นนี้ นายชาติศิริกลับมุ่งมั่นเปลี่ยน 'วิกฤต' เป็น 'โอกาส' ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ขึ้นหลายประการ เพื่อเสริมสร้างรากฐานทางการเงินของธนาคารให้แข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง และเพื่อให้ธนาคารสามารถธำรงรักษาความเป็นผู้นำในการให้บริการ และการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ไว้
 
จากจุดเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปีพ.ศ. 2487  ปัจจุบันธนาคารกรุงเทพเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีสินทรัพย์รวมกว่า 1,725,000 ล้านบาท และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์หลายระบบที่ธนาคารกรุงเทพใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นระบบที่ก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาค
 
ธนาคารยังขยายเครือข่ายให้เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมีสาขาทั่วประเทศกว่า 950 สาขา และมีเครื่องเอทีเอ็มและเครื่องรับฝากเงินสดอัตโนมัติให้บริการอยู่ทุกแห่งหนประมาณ 7,300 เครื่อง  ธนาคารมีเครือข่ายสาขาต่างประเทศทั้งหมด 15 สาขา และบริษัทย่อยที่ธนาคารถือหุ้นทั้งหมด 2 บริษัทและสำนักงานตัวแทนอีก 1 แห่ง ครอบคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงศูนย์กลางธุรกิจของโลก เช่น โตเกียว ลอนดอน และนิวยอร์ก 
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
333 ถนนสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500
โทรศัพท์: (66) 0-2231-4333
โทรสาร: (66) 0-2231-4742