นาย ก ซื้อตราสารหนี้มูลค่า 100,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน 10 ปี พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 (กำหนดจ่ายดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ทุกครึ่งปี) หลังจากผ่านไป 1 ปี เขาตัดสินใจที่จะขาย แต่ขณะนั้น อัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 6 ผู้ถือครองตราสารหนี้รายใหม่จะยังคงได้รับดอกเบี้ยจำนวน 5,000 บาทต่อปี ทั้งที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดสำหรับการลงทุนแบบเดียวกันนี้ให้ผลตอบแทนถึง 6,000 บาทต่อปี เขาจึงต้องได้รับการชดเชยสำหรับค่าเสียโอกาสในการลงทุน ฉะนั้นเจ้าของจะขายตราสารหนี้ไปในราคา 93,123 บาท ซึ่งขาดทุนเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าที่ตราไว้ 100,000 บาท
หากมองจากมุมของผู้ซื้อ ราคานี้ยุติธรรมอย่างแน่นอน และหากมองจากมุมของนาย ก ก็ยังถือเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสมเหตุสมผล เขาได้รับผลตอบแทน 5,000 บาทในปีแรก และมีโอกาสที่จะนำเงินไปลงทุนใหม่ในอัตราตลาดที่สูงกว่าเดิม ดังนั้นอาจนับได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง |
นาย ข นำเงิน 100,000 บาทมาลงทุนในตราสารหนี้ที่มีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน 10 ปี และได้รับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 เช่นกัน (กำหนดจ่ายดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ทุกครึ่งปี) หลังจากครบ 1 ปี เขาตัดสินใจที่จะขายตราสารหนี้เช่นกัน แต่ในกรณีนี้ อัตราดอกเบี้ยในตลาดได้ลดลงเหลือร้อยละ 4 เขาจะได้รับกำไรจากขายตราสารหนี้ที่มีราคาตลาดเพิ่มสูงถึง107,496 บาท เมื่อเทียบกับมูลค่าที่ตราไว้เพียง 100,000 บาท
ผู้ที่ขายพันธบัตรรัฐบาลจะหาตลาดรองรับได้ง่าย เนื่องจากมีพันธบัตรที่พร้อมออกขายเป็นปริมาณมาก และผู้ที่มีกำลังซื้อก็มีจำนวนมากเช่นกัน ทำให้ตลาดมีสภาพคล่องสูง ตลาดของหุ้นกู้ค่อนข้างจะมีสภาพคล่องน้อยกว่า เพราะมีปริมาณออกขายน้อยกว่า และมีจำนวนผู้ซื้อขายน้อยกว่า ทั้งนี้เนื่องจากหุ้นกู้ส่วนใหญ่ที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดมักเป็นหุ้นกู้ที่เสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (P/P) ดังนั้นแม้จะเป็นนักลงทุนรายย่อยจะต้องลงทุนอย่างน้อยที่สุด 10 ล้านบาท |