พันธบัตร

การลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า

หากท่านต้องการผลตอบแทนจากเงินที่มีอยู่ มากกว่าที่ได้จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบัน เราขอแนะนำให้ท่านมาลงทุนในตลาดตราสารหนี้กับธนาคารกรุงเทพ

ท่านสามารถลงทุนในตลาดตราสารหนี้ได้อย่างง่ายดาย ด้วยการซื้อและขายพันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ได้ที่สาขาของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งมีบริการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ให้ท่านได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย
หากท่านเป็นนักลงทุนที่ต้องการทั้งความมั่นคงและผลตอบแทนที่ดี การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับท่าน

ข้อมูลพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง

พันธบัตรออมทรัพย์พิเศษของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557
หนังสือชี้ชวน (ฉบับย่อ)

พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ครั้งที่ 1
หนังสือชี้ชวน
หนังสือชี้ชวน (ฉบับย่อ)
คำถาม-คำตอบ

พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ครั้งที่ 2
หนังสือชี้ชวน
หนังสือชี้ชวน (ฉบับย่อ)
คำถาม-คำตอบ

พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ครั้งที่ 1
หนังสือชี้ชวน
หนังสือชี้ชวน (ฉบับย่อ)
คำถาม-คำตอบ

พันธบัตรออมทรัพย์พิเศษของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2555
หนังสือชี้ชวน
หนังสือชี้ชวน (ฉบับย่อ)
คำถาม-คำตอบ
หุ้นกู้ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่พร้อมเผชิญกับความเสี่ยง โดยปกติแล้ว หุ้นกู้จะให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน

ตราสารหนี้คืออะไร เพราะเหตุใดจึงควรลงทุนในตราสารหนี้

ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตราสารหนี้ภาครัฐและตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยตราสารหนี้ภาครัฐ ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณร้อยละ 85 ของตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทย

ตราสารหนี้ภาครัฐ

1. พันธบัตรรัฐบาล
พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีทั้งหมดสามประเภท ได้แก่ พันธบัตรเพื่อการลงทุน พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม และพันธบัตรออมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาไม่มีการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนอีก พันธบัตรในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรเพื่อการกู้ยืม ซึ่งออกมาเพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณการเงิน ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE)
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่จะได้รับการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง

ผลตอบแทนของพันธบัตรจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของตลาดเงินในขณะนั้น ระดับความเสี่ยง และระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน โดยปกติ พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรุ่นที่มีอายุคงเหลือสั้น และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันจะมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและพันธบัตรรัฐบาล 

ตราสารหนี้ภาคเอกชน

การออกหุ้นกู้ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมกันมาก และมักจะขายหมดภายในเวลาไม่กี่วัน เนื่องจากผู้ที่กู้เงินผ่านตลาดซื้อขายตราสารหนี้ คือบริษัท มิใช่ธนาคาร ดังนั้น ความมั่นคงของเงินกู้จำนวนนั้นจึงขึ้นอยู่กับความมั่งคงของบริษัท โดยไม่มีการประกันทั้งจากธนาคารและรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจะพบว่าหุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่า

การลงทุนขั้นต่ำสุดในหุ้นกู้สำหรับนักลงทุนที่เป็นบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเสนอขายแก่ประชาชน (Public Offering - P/O) หรือเป็นการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement - P/P) หุ้นกู้ที่เสนอขายแก่ประชาชน ท่านสามารถซื้อได้ตั้งแต่หนึ่งหน่วยขึ้นไป (โดยราคาที่ตราต่อหน่วยอาจเป็น 1,000 บาท 10,000 บาท หรือขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ออกหุ้นกู้) ส่วนการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด ต้องซื้อขั้นต่ำ 10 ล้านบาท หรือ 10,000 หน่วย บริษัทต่างๆ เริ่มออกตราสารหนี้ในปี 2535 หลังจากมีการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้การออกหุ้นกู้ทำได้ง่ายขึ้น

ประเภทของตราสารหนี้ที่ออกจำหน่าย

เงื่อนไขในการออกหุ้นกู้มีหลายลักษณะ เช่น แบบดอกเบี้ยคงที่ (Straight Fixed) แบบอัตราลอยตัว (FRN) แบบทยอยคืนเงินต้น (Amortizing) และแบบแปลงสภาพได้ (Convertible) สำหรับการเสนอขายในตลาดนั้น ผู้ออกสามารถทำได้ด้วยการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปหรือเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด โดยผู้ออกตราสารหนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ กลต. และต้องได้รับการอนุมัติจาก กลต. ก่อนทำการเสนอขาย ส่วนการออกจำหน่ายโดยเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นจะทำได้โดยตรง โดยสามารถขายให้กับนักลงทุนได้ไม่เกิน 35 คน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบันตามที่ กลต. กำหนดไว้

การเสนอขายหุ้นกู้นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออก ยกเว้นกรณีการออกหุ้นกู้ในจำนวนไม่เกิน 100 ล้านบาท หรือการออกตราสารหนี้ที่จำกัดนักลงทุนจำนวนไม่เกิน 10 คน ไม่จำเป็นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

หากท่านต้องการลงทุนในตราสารหนี้ ควรจะถามตัวเองก่อนว่า "พร้อมที่จะรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน?" ถ้าคำตอบคือน้อยมาก ท่านควรที่จะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่หากท่านพร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า การลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทที่อยู่ในอันดับต้นๆ ก็ย่อมเหมาะสมกว่า

เกี่ยวกับตราสารหนี้

ตัวแทนผู้ถือครองตราสารหนี้ทำหน้าที่อะไรบ้าง
  • ดูแลรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือครองตราสารหนี้ ตามที่ผู้ออกตราสารหนี้กำหนดไว้
  • เก็บรักษาสินทรัพย์และหนังสือค้ำประกัน
  • รายงานต่อผู้ถือครองตราสารหนี้
  • ทำหน้าที่เสมือนเป็นนายทะเบียนและเป็นผู้เก็บรักษาบัญชีรายชื่อผู้ถือครองตราสารหนี้
  • จัดเตรียมการประชุมผู้ถือครองตราสารหนี้

ตราสารหนี้มีประโยชน์อะไรบ้าง
  • เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการลงทุน
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการทำสัญญาของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ เช่น  สัมปทานก่อสร้างถนนของหน่วยงานเทศบาล การประกันการใช้ไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สัญญาเช่าสายโทรศัพท์กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ฯลฯ
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับเปิดบัญชีที่อนุญาตให้เบิกเกินบัญชีกับธนาคารพาณิชย์
  • เป็นหลักทรัพย์ประกันตัวสำหรับใช้ในศาลหรือสถานีตำรวจ
  • เป็นทุนสำรองตามข้อกำหนดของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงิน
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืมของสถาบันการเงินในตลาดซื้อคืนพันธบัตร และวงเงินสภาพคล่องระหว่างวัน

ภาระภาษีของนักลงทุนบุคคลทั่วไป
  • ผู้รับดอกเบี้ยจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ในขณะเดียวกันผู้ซื้อตราสารหนี้ในราคาส่วนลด (ต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของส่วนลดด้วย เพราะถือว่าเป็นเงินได้จากดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน
  • ส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคาซื้อ (Capital Gain)
    ผู้ขายจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายตราสารหนี้ในกรณีที่มีกำไร

ซื้อขายตราสารหนี้

เนื่องจากการซื้อขายตราสารหนี้ไม่มีสถานที่ตั้งเป็นทางการเหมือนตลาดหุ้น ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ จึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยใช้วิธีแจ้งราคาและสั่งซื้อขายทางโทรศัพท์เป็นส่วนใหญ่ แต่หากท่านลงทุนผ่านธนาคารกรุงเทพ ท่านจะมีทางเลือกมากขึ้นในการติดตามราคาซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ในแต่ละวัน ทั้งจากหนังสือพิมพ์รายวัน เช่น กรุงเทพธุรกิจ จีนสากล เดอะเนชั่น เว็บไซต์ธนาคาร หรือติดต่อโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงเทพสาขาใดก็ได้

จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ

  • พันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ 500 หน่วย หรือ 500,000 บาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 100 หน่วย หรือ 100,000 บาท
  • หุ้นกู้ (สำหรับการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด) 10,000 หน่วย หรือ 10 ล้านบาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 100 หน่วย หรือ 100,000 บาท
  • หุ้นกู้ (สำหรับการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป) 10 หน่วย หรือ 10,000 บาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 10 หน่วย หรือ 10,000 บาท


เอกสารที่ต้องแสดง

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 2 ฉบับ
  • สำเนาสมุดบัญชีคู่ฝาก 2 ฉบับ (ในกรณีที่ต้องการรับดอกเบี้ยด้วยวิธีโอนเข้าบัญชีธนาคาร)
  • หนังสือมอบอำนาจ (ในกรณีที่ให้ผู้อื่นดำเนินการซื้อขายในนามของท่าน)
  • ใบพันธบัตร (หากท่านเป็นผู้ขาย)
  • สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี (หากท่านเป็นผู้ขาย)

ท่านต้องลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องในสำเนาเอกสารทุกฉบับด้วย

ใบพันธบัตร

เมื่อซื้อตราสารหนี้ ท่านสามารถขอใบแสดงหลักฐานความเป็นเจ้าของตราสารหนี้ (ใบพันธบัตร) หรือสมัครเข้าระบบพันธบัตรชนิดจดบัญชี (ไม่มีใบพันธบัตร) ก็ได้ หากท่านขอใบพันธบัตร นายทะเบียนจะจัดส่งให้ท่านภายใน 45 วัน และหากท่านเข้าระบบพันธบัตรชนิดจดบัญชี ชื่อของท่านจะถูกบันทึกลงในบัญชีรายชื่อผู้ถือพันธบัตร และจะได้รับใบรายงานบัญชีแสดงรายการหลักทรัพย์ของผู้ถือกรรมสิทธิ์ (Statement) แทนใบพันธบัตร

การรับดอกเบี้ย

เมื่อซื้อตราสารหนี้ ท่านจะต้องเลือกว่าต้องการรับดอกเบี้ยด้วยวิธีใด ซึ่งเลือกได้ 2 วิธี คือ นำเข้าบัญชีธนาคารของท่านโดยตรง หรือเช็ค

หมายเหตุ: ผู้ออกตราสารหนี้จะเป็นผู้ชำระดอกเบี้ย และผู้รับดอกเบี้ยที่เป็นบุคคลธรรมดาจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ทุกครั้ง

กระบวนการซื้อขาย

  • ท่านสามารถซื้อและขายหลักทรัพย์ทุกประเภทกับสาขาของธนาคาร และยังสามารถซื้อขายผ่านระบบ ออนไลน์ได้
  • กรอกใบแจ้งความจำนงซื้อหรือขายที่สาขา
  • หากท่านเป็นผู้ซื้อ ราคาซื้อจะเป็นราคา ณ วันนั้น (T)
  • หากท่านเป็นผู้ขาย ราคาขายจะเป็นราคา ณ วันถัดจากวันที่สั่งขาย 4 วัน (T+4)


วิธีการชำระเงิน ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ขาย


ท่านสามารถเลือกชำระเงินค่าตราสารหนี้ได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้

  • เงินสด
  • เช็คบุคคลหรือแคชเชียร์เช็คของธนาคารอื่น สั่งจ่ายธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชำระก่อน 12.00 น.
  • เช็คบุคคลหรือแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงเทพ สั่งจ่ายธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชำระก่อน 14.00 น.
  • หักจากบัญชีของท่านที่ธนาคารกรุงเทพฯในเขตกรุงเทพ ก่อน 15.00 น.


วิธีการชำระเงิน ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ซื้อ


ท่านสามารถได้รับชำระเงินด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ
  • รับเป็นแคชเชียร์เช็ค


หมายเหตุ: ในกรณีที่ได้กำไรจากการขายตราสารหนี้ ผู้ขายจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 จากส่วนต่างระหว่างราคาขายและต้นทุน

ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้

ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยหรือความเสี่ยงจากราคา
เป็นความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดอาจเปลี่ยนแปลงไปหลังจากซื้อตราสารหนี้ ราคาของตราสารหนี้จะเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกับข้ามกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด นั่นหมายความว่าราคาของตราสารหนี้จะลดลง เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น และราคาของตราสารหนี้จะเพิ่มขึ้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง ดังนั้น หากผู้ถือครองขายตราสารหนี้ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเมื่อซื้อตราสารหนี้ เขาจะได้กำไรจากการขายตราสารหนี้นั้น แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เขาก็จะขาดทุนจากการขายตราสารหนี้

ความเสี่ยงจากการผิดสัญญา
เป็นความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นตามที่กำหนดไว้ในตราสารหนี้นั้น อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับความน่าเชื่อถือในตราสารหนี้สามารถใช้เป็นตัวชี้นำถึงระดับความเสี่ยงได้

ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง
เป็นความเสี่ยงในการซื้อขายตราสารหนี้ในจังหวะเวลาและราคาที่เหมาะสมได้ ความเสี่ยงนี้มักจะเกิดกับหุ้นกู้ภาคเอกชนมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากหุ้นกู้มีสัดส่วนการออกในตลาดแรกและการซื้อขายในตลาดรองน้อยกว่าพันธบัตรรัฐบาล

ศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับตราสารหนี้

ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตราสารหนี้ได้จากประมวลคำศัพท์เกี่ยวกับตราสารหนี้ที่เราจัดทำขึ้น หรือชมเว็บไซต์ของศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย (The Thai Bond Dealing Center) ได้ที่ www.thaibdc.or.th

พันธบัตรหรือหุ้นกู้ (Bond)
พันธบัตรหรือหุ้นกู้คือตราสารแห่งหนี้ระยะยาวซึ่งผู้ออกมีข้อผูกพันตามกฎหมายที่จะชำระดอกเบี้ยและเงินต้นแก่ผู้ซื้อตามเวลาที่กำหนด โดยทั่วไป ตราสารหนี้จะกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนไว้แตกต่างกันไป เช่น 5 ปี 10 ปี หรือนานกว่านั้น
 
ตัวแทนผู้ถือครองตราสารหนี้ (Bond-holders representative)
ตัวแทนทำหน้าที่ดูแลรักษาสิทธิของผู้ถือครองตราสารหนี้หรือผู้ถือครองเอกสารการเงินอื่น ๆ
 
ดอกเบี้ย (Coupon)
ดอกเบี้ยซึ่งจ่ายให้กับผู้ถือกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้เป็นงวดตลอดอายุของตราสารหนี้เพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับการนำเงินมาลงทุน การกำหนดอัตราดอกเบี้ยจะกำหนดเป็นร้อยละต่อปีจากราคาที่ตราไว้ การจ่ายดอกเบี้ยในประเทศไทยส่วนใหญ่จะจ่ายเป็นงวดทุก 6 เดือนหรือ 1 ปี
 
หุ้นกู้ภาคเอกชน (Debenture)
หุ้นกู้ภาคเอกชนมีลักษณะคล้ายกับตราสารหนี้ คือเป็นตราสารที่แบ่งเป็นหน่วย แต่ละหน่วยมีมูลค่าเท่ากันและกำหนดประโยชน์ตอบแทนไว้เป็นการล่วงหน้าในอัตราเท่ากันทุกหน่วย หุ้นกู้บางอย่างสามารถแลกเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญได้
 
ความเสี่ยงจากการผิดสัญญา
คือความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้จะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นของตราสารหนี้นั้นได้ นักลงทุนสามารถดูจากอันดับความน่าเชื่อถือเพื่อคาดการณ์ถึงความเสี่ยงชนิดนี้ของผู้ออกตราสารหนี้แต่ละรายได้
 
ราคาที่ตราไว้ (Face value)
จำนวนเงินที่จะจ่ายให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์เมื่อครบกำหนดอายุของตราสารหนี้
 
ผู้ออกตราสารหนี้ (Issuer)
ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอขายตราสารหนี้ หรือเอกสารทางการเงินอื่นๆ ของตน อาจเป็นบริษัท รัฐบาล หรือองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย
 
สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง (Liquid Asset)
สินทรัพย์ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย
 
วันที่ครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date)
วันที่ครบกำหนดชำระคืนเงินต้นสำหรับหนี้สินหรือตราสารทางการเงินอื่น ๆ
 
การเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement)
เป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ให้กับนักลงทุนไม่เกิน 35 รายภายในรอบระยะเวลา 12 เดือน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบัน ตามที่กฎหมายกลต.กำหนดไว้ทั้งหมด 17 ประเภท 
 
การเสนอขายสำหรับประชาชนทั่วไป (Public offering)
เป็นการเสนอขายหลักทัพย์ที่ออกใหม่ให้กับประชาชนภายใต้ข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการ กลต. ข้อกำหนดสำคัญคือหลักทรัพย์นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือและผ่านการพิจารณาอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการ กลต. แล้ว
 
การไถ่ถอนตราสารหนี้ (Redemption)
ในกรณีที่ไม่มีการไถ่ถอนก่อนกำหนด วันไถ่ถอนจะเป็นวันเดียวกับวันครบกำหนดอายุ
 
สำนักทะเบียนพันธบัตร (Registrar)
หน่วยงานกลางที่มีหน้าที่จัดเก็บทะเบียนข้อมูลของผู้ถือครองเอกสารทางการเงิน
 
ตลาดรอง (Secondary market)
แหล่งกลางสำหรับการซื้อขายเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของตราสารหนี้ที่ได้ผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว
 
ใบพันธบัตร (Scrip)
เอกสารซึ่งออกให้ผู้ถือครองตราสารหนี้หรือเอกสารทางการเงินอื่นๆ 
 
ธุรกรรมของพันธบัตรชนิดจดบัญชี (Scrip-less transaction)
การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจะไม่มีการออกเอกสารรับรองที่เป็นกระดาษ
 
ระยะเวลาครบกำหนด (Tenor)
อายุของตราสารหนี้
 
ผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย (Underwriter)
ตัวแทนจัดจำหน่ายตราสารหนี้ที่ออกใหม่ ซึ่งเป็นผู้กำหนดราคาให้สอดคล้องตามภาวะของตลาดให้กับผู้ออกตราสารนั้นก่อนที่จะแนะนำให้กับนักลงทุน 
 
อัตราผลตอบแทน (Yield)
ผลตอบแทนจากการลงทุน คิดเป็นร้อยละของราคา ในกรณีของตราสารหนี้  อัตราผลตอบแทนจะเปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ยในตลาด
ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตราสารหนี้ภาครัฐและตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยตราสารหนี้ภาครัฐ ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณร้อยละ 85 ของตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทย

ตราสารหนี้ภาครัฐ

1. พันธบัตรรัฐบาล
พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีทั้งหมดสามประเภท ได้แก่ พันธบัตรเพื่อการลงทุน พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม และพันธบัตรออมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาไม่มีการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนอีก พันธบัตรในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรเพื่อการกู้ยืม ซึ่งออกมาเพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณการเงิน ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE)
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่จะได้รับการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง

ผลตอบแทนของพันธบัตรจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของตลาดเงินในขณะนั้น ระดับความเสี่ยง และระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน โดยปกติ พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรุ่นที่มีอายุคงเหลือสั้น และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันจะมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและพันธบัตรรัฐบาล 

ตราสารหนี้ภาคเอกชน

การออกหุ้นกู้ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมกันมาก และมักจะขายหมดภายในเวลาไม่กี่วัน เนื่องจากผู้ที่กู้เงินผ่านตลาดซื้อขายตราสารหนี้ คือบริษัท มิใช่ธนาคาร ดังนั้น ความมั่นคงของเงินกู้จำนวนนั้นจึงขึ้นอยู่กับความมั่งคงของบริษัท โดยไม่มีการประกันทั้งจากธนาคารและรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจะพบว่าหุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่า

การลงทุนขั้นต่ำสุดในหุ้นกู้สำหรับนักลงทุนที่เป็นบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเสนอขายแก่ประชาชน (Public Offering - P/O) หรือเป็นการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement - P/P) หุ้นกู้ที่เสนอขายแก่ประชาชน ท่านสามารถซื้อได้ตั้งแต่หนึ่งหน่วยขึ้นไป (โดยราคาที่ตราต่อหน่วยอาจเป็น 1,000 บาท 10,000 บาท หรือขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ออกหุ้นกู้) ส่วนการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด ต้องซื้อขั้นต่ำ 10 ล้านบาท หรือ 10,000 หน่วย บริษัทต่างๆ เริ่มออกตราสารหนี้ในปี 2535 หลังจากมีการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้การออกหุ้นกู้ทำได้ง่ายขึ้น

ประเภทของตราสารหนี้ที่ออกจำหน่าย

เงื่อนไขในการออกหุ้นกู้มีหลายลักษณะ เช่น แบบดอกเบี้ยคงที่ (Straight Fixed) แบบอัตราลอยตัว (FRN) แบบทยอยคืนเงินต้น (Amortizing) และแบบแปลงสภาพได้ (Convertible) สำหรับการเสนอขายในตลาดนั้น ผู้ออกสามารถทำได้ด้วยการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปหรือเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด โดยผู้ออกตราสารหนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ กลต. และต้องได้รับการอนุมัติจาก กลต. ก่อนทำการเสนอขาย ส่วนการออกจำหน่ายโดยเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นจะทำได้โดยตรง โดยสามารถขายให้กับนักลงทุนได้ไม่เกิน 35 คน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบันตามที่ กลต. กำหนดไว้

การเสนอขายหุ้นกู้นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออก ยกเว้นกรณีการออกหุ้นกู้ในจำนวนไม่เกิน 100 ล้านบาท หรือการออกตราสารหนี้ที่จำกัดนักลงทุนจำนวนไม่เกิน 10 คน ไม่จำเป็นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

หากท่านต้องการลงทุนในตราสารหนี้ ควรจะถามตัวเองก่อนว่า "พร้อมที่จะรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน?" ถ้าคำตอบคือน้อยมาก ท่านควรที่จะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่หากท่านพร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า การลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทที่อยู่ในอันดับต้นๆ ก็ย่อมเหมาะสมกว่า

ตัวแทนผู้ถือครองตราสารหนี้ทำหน้าที่อะไรบ้าง
  • ดูแลรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือครองตราสารหนี้ ตามที่ผู้ออกตราสารหนี้กำหนดไว้
  • เก็บรักษาสินทรัพย์และหนังสือค้ำประกัน
  • รายงานต่อผู้ถือครองตราสารหนี้
  • ทำหน้าที่เสมือนเป็นนายทะเบียนและเป็นผู้เก็บรักษาบัญชีรายชื่อผู้ถือครองตราสารหนี้
  • จัดเตรียมการประชุมผู้ถือครองตราสารหนี้

ตราสารหนี้มีประโยชน์อะไรบ้าง
  • เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการลงทุน
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการทำสัญญาของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ เช่น  สัมปทานก่อสร้างถนนของหน่วยงานเทศบาล การประกันการใช้ไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สัญญาเช่าสายโทรศัพท์กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ฯลฯ
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับเปิดบัญชีที่อนุญาตให้เบิกเกินบัญชีกับธนาคารพาณิชย์
  • เป็นหลักทรัพย์ประกันตัวสำหรับใช้ในศาลหรือสถานีตำรวจ
  • เป็นทุนสำรองตามข้อกำหนดของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงิน
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืมของสถาบันการเงินในตลาดซื้อคืนพันธบัตร และวงเงินสภาพคล่องระหว่างวัน

ภาระภาษีของนักลงทุนบุคคลทั่วไป
  • ผู้รับดอกเบี้ยจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ในขณะเดียวกันผู้ซื้อตราสารหนี้ในราคาส่วนลด (ต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของส่วนลดด้วย เพราะถือว่าเป็นเงินได้จากดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน
  • ส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคาซื้อ (Capital Gain)
    ผู้ขายจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายตราสารหนี้ในกรณีที่มีกำไร

เนื่องจากการซื้อขายตราสารหนี้ไม่มีสถานที่ตั้งเป็นทางการเหมือนตลาดหุ้น ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ จึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยใช้วิธีแจ้งราคาและสั่งซื้อขายทางโทรศัพท์เป็นส่วนใหญ่ แต่หากท่านลงทุนผ่านธนาคารกรุงเทพ ท่านจะมีทางเลือกมากขึ้นในการติดตามราคาซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ในแต่ละวัน ทั้งจากหนังสือพิมพ์รายวัน เช่น กรุงเทพธุรกิจ จีนสากล เดอะเนชั่น เว็บไซต์ธนาคาร หรือติดต่อโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงเทพสาขาใดก็ได้

จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ

  • พันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ 500 หน่วย หรือ 500,000 บาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 100 หน่วย หรือ 100,000 บาท
  • หุ้นกู้ (สำหรับการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด) 10,000 หน่วย หรือ 10 ล้านบาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 100 หน่วย หรือ 100,000 บาท
  • หุ้นกู้ (สำหรับการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป) 10 หน่วย หรือ 10,000 บาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 10 หน่วย หรือ 10,000 บาท


เอกสารที่ต้องแสดง

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 2 ฉบับ
  • สำเนาสมุดบัญชีคู่ฝาก 2 ฉบับ (ในกรณีที่ต้องการรับดอกเบี้ยด้วยวิธีโอนเข้าบัญชีธนาคาร)
  • หนังสือมอบอำนาจ (ในกรณีที่ให้ผู้อื่นดำเนินการซื้อขายในนามของท่าน)
  • ใบพันธบัตร (หากท่านเป็นผู้ขาย)
  • สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี (หากท่านเป็นผู้ขาย)

ท่านต้องลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องในสำเนาเอกสารทุกฉบับด้วย

ใบพันธบัตร

เมื่อซื้อตราสารหนี้ ท่านสามารถขอใบแสดงหลักฐานความเป็นเจ้าของตราสารหนี้ (ใบพันธบัตร) หรือสมัครเข้าระบบพันธบัตรชนิดจดบัญชี (ไม่มีใบพันธบัตร) ก็ได้ หากท่านขอใบพันธบัตร นายทะเบียนจะจัดส่งให้ท่านภายใน 45 วัน และหากท่านเข้าระบบพันธบัตรชนิดจดบัญชี ชื่อของท่านจะถูกบันทึกลงในบัญชีรายชื่อผู้ถือพันธบัตร และจะได้รับใบรายงานบัญชีแสดงรายการหลักทรัพย์ของผู้ถือกรรมสิทธิ์ (Statement) แทนใบพันธบัตร

การรับดอกเบี้ย

เมื่อซื้อตราสารหนี้ ท่านจะต้องเลือกว่าต้องการรับดอกเบี้ยด้วยวิธีใด ซึ่งเลือกได้ 2 วิธี คือ นำเข้าบัญชีธนาคารของท่านโดยตรง หรือเช็ค

หมายเหตุ: ผู้ออกตราสารหนี้จะเป็นผู้ชำระดอกเบี้ย และผู้รับดอกเบี้ยที่เป็นบุคคลธรรมดาจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ทุกครั้ง

กระบวนการซื้อขาย

  • ท่านสามารถซื้อและขายหลักทรัพย์ทุกประเภทกับสาขาของธนาคาร และยังสามารถซื้อขายผ่านระบบ ออนไลน์ได้
  • กรอกใบแจ้งความจำนงซื้อหรือขายที่สาขา
  • หากท่านเป็นผู้ซื้อ ราคาซื้อจะเป็นราคา ณ วันนั้น (T)
  • หากท่านเป็นผู้ขาย ราคาขายจะเป็นราคา ณ วันถัดจากวันที่สั่งขาย 4 วัน (T+4)


วิธีการชำระเงิน ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ขาย


ท่านสามารถเลือกชำระเงินค่าตราสารหนี้ได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้

  • เงินสด
  • เช็คบุคคลหรือแคชเชียร์เช็คของธนาคารอื่น สั่งจ่ายธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชำระก่อน 12.00 น.
  • เช็คบุคคลหรือแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงเทพ สั่งจ่ายธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชำระก่อน 14.00 น.
  • หักจากบัญชีของท่านที่ธนาคารกรุงเทพฯในเขตกรุงเทพ ก่อน 15.00 น.


วิธีการชำระเงิน ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ซื้อ


ท่านสามารถได้รับชำระเงินด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ
  • รับเป็นแคชเชียร์เช็ค


หมายเหตุ: ในกรณีที่ได้กำไรจากการขายตราสารหนี้ ผู้ขายจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 จากส่วนต่างระหว่างราคาขายและต้นทุน

ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยหรือความเสี่ยงจากราคา
เป็นความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดอาจเปลี่ยนแปลงไปหลังจากซื้อตราสารหนี้ ราคาของตราสารหนี้จะเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกับข้ามกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด นั่นหมายความว่าราคาของตราสารหนี้จะลดลง เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น และราคาของตราสารหนี้จะเพิ่มขึ้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง ดังนั้น หากผู้ถือครองขายตราสารหนี้ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเมื่อซื้อตราสารหนี้ เขาจะได้กำไรจากการขายตราสารหนี้นั้น แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เขาก็จะขาดทุนจากการขายตราสารหนี้

ความเสี่ยงจากการผิดสัญญา
เป็นความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นตามที่กำหนดไว้ในตราสารหนี้นั้น อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับความน่าเชื่อถือในตราสารหนี้สามารถใช้เป็นตัวชี้นำถึงระดับความเสี่ยงได้

ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง
เป็นความเสี่ยงในการซื้อขายตราสารหนี้ในจังหวะเวลาและราคาที่เหมาะสมได้ ความเสี่ยงนี้มักจะเกิดกับหุ้นกู้ภาคเอกชนมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากหุ้นกู้มีสัดส่วนการออกในตลาดแรกและการซื้อขายในตลาดรองน้อยกว่าพันธบัตรรัฐบาล

ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตราสารหนี้ได้จากประมวลคำศัพท์เกี่ยวกับตราสารหนี้ที่เราจัดทำขึ้น หรือชมเว็บไซต์ของศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย (The Thai Bond Dealing Center) ได้ที่ www.thaibdc.or.th

พันธบัตรหรือหุ้นกู้ (Bond)
พันธบัตรหรือหุ้นกู้คือตราสารแห่งหนี้ระยะยาวซึ่งผู้ออกมีข้อผูกพันตามกฎหมายที่จะชำระดอกเบี้ยและเงินต้นแก่ผู้ซื้อตามเวลาที่กำหนด โดยทั่วไป ตราสารหนี้จะกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนไว้แตกต่างกันไป เช่น 5 ปี 10 ปี หรือนานกว่านั้น
 
ตัวแทนผู้ถือครองตราสารหนี้ (Bond-holders representative)
ตัวแทนทำหน้าที่ดูแลรักษาสิทธิของผู้ถือครองตราสารหนี้หรือผู้ถือครองเอกสารการเงินอื่น ๆ
 
ดอกเบี้ย (Coupon)
ดอกเบี้ยซึ่งจ่ายให้กับผู้ถือกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้เป็นงวดตลอดอายุของตราสารหนี้เพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับการนำเงินมาลงทุน การกำหนดอัตราดอกเบี้ยจะกำหนดเป็นร้อยละต่อปีจากราคาที่ตราไว้ การจ่ายดอกเบี้ยในประเทศไทยส่วนใหญ่จะจ่ายเป็นงวดทุก 6 เดือนหรือ 1 ปี
 
หุ้นกู้ภาคเอกชน (Debenture)
หุ้นกู้ภาคเอกชนมีลักษณะคล้ายกับตราสารหนี้ คือเป็นตราสารที่แบ่งเป็นหน่วย แต่ละหน่วยมีมูลค่าเท่ากันและกำหนดประโยชน์ตอบแทนไว้เป็นการล่วงหน้าในอัตราเท่ากันทุกหน่วย หุ้นกู้บางอย่างสามารถแลกเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญได้
 
ความเสี่ยงจากการผิดสัญญา
คือความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้จะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นของตราสารหนี้นั้นได้ นักลงทุนสามารถดูจากอันดับความน่าเชื่อถือเพื่อคาดการณ์ถึงความเสี่ยงชนิดนี้ของผู้ออกตราสารหนี้แต่ละรายได้
 
ราคาที่ตราไว้ (Face value)
จำนวนเงินที่จะจ่ายให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์เมื่อครบกำหนดอายุของตราสารหนี้
 
ผู้ออกตราสารหนี้ (Issuer)
ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอขายตราสารหนี้ หรือเอกสารทางการเงินอื่นๆ ของตน อาจเป็นบริษัท รัฐบาล หรือองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย
 
สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง (Liquid Asset)
สินทรัพย์ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย
 
วันที่ครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date)
วันที่ครบกำหนดชำระคืนเงินต้นสำหรับหนี้สินหรือตราสารทางการเงินอื่น ๆ
 
การเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement)
เป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ให้กับนักลงทุนไม่เกิน 35 รายภายในรอบระยะเวลา 12 เดือน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบัน ตามที่กฎหมายกลต.กำหนดไว้ทั้งหมด 17 ประเภท 
 
การเสนอขายสำหรับประชาชนทั่วไป (Public offering)
เป็นการเสนอขายหลักทัพย์ที่ออกใหม่ให้กับประชาชนภายใต้ข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการ กลต. ข้อกำหนดสำคัญคือหลักทรัพย์นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือและผ่านการพิจารณาอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการ กลต. แล้ว
 
การไถ่ถอนตราสารหนี้ (Redemption)
ในกรณีที่ไม่มีการไถ่ถอนก่อนกำหนด วันไถ่ถอนจะเป็นวันเดียวกับวันครบกำหนดอายุ
 
สำนักทะเบียนพันธบัตร (Registrar)
หน่วยงานกลางที่มีหน้าที่จัดเก็บทะเบียนข้อมูลของผู้ถือครองเอกสารทางการเงิน
 
ตลาดรอง (Secondary market)
แหล่งกลางสำหรับการซื้อขายเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของตราสารหนี้ที่ได้ผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว
 
ใบพันธบัตร (Scrip)
เอกสารซึ่งออกให้ผู้ถือครองตราสารหนี้หรือเอกสารทางการเงินอื่นๆ 
 
ธุรกรรมของพันธบัตรชนิดจดบัญชี (Scrip-less transaction)
การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจะไม่มีการออกเอกสารรับรองที่เป็นกระดาษ
 
ระยะเวลาครบกำหนด (Tenor)
อายุของตราสารหนี้
 
ผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย (Underwriter)
ตัวแทนจัดจำหน่ายตราสารหนี้ที่ออกใหม่ ซึ่งเป็นผู้กำหนดราคาให้สอดคล้องตามภาวะของตลาดให้กับผู้ออกตราสารนั้นก่อนที่จะแนะนำให้กับนักลงทุน 
 
อัตราผลตอบแทน (Yield)
ผลตอบแทนจากการลงทุน คิดเป็นร้อยละของราคา ในกรณีของตราสารหนี้  อัตราผลตอบแทนจะเปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ยในตลาด
Tips/Useful Info
ศูนย์ข้อมูลและการซื้อขายของธนาคารกรุงเทพ
ค้าเงินตราต่างประเทศ
(66) 0-2231-4301-5
(66) 0-2230-1204-8

ตราสารหนี้
(66) 0-2230-1215-6
(66)-0-2231-4286-7

ตลาดเงิน
(66) 0-2230-2339
(66) 0-2230-1221
Quick Access
News
Tweet this! Share on Facebook
คลิกเข้าสู่เว็บไซต์ธนาคารบนมือถือYour Security Firstระบบการหักบัญชีเช็คด้วยภาพเช็ค และระบบการจัดเก็บภาพเช็คBualuang Phone
Submit