พันธบัตรและหุ้นกู้

การลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า

หากท่านต้องการผลตอบแทนจากเงินที่มีอยู่ มากกว่าที่ได้จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบัน เราขอแนะนำให้ท่านมาลงทุนในตลาดตราสารหนี้กับธนาคารกรุงเทพ

ท่านสามารถลงทุนในตลาดตราสารหนี้ได้อย่างง่ายดาย ด้วยการซื้อและขายพันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ได้ที่สาขาของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งมีบริการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ให้ท่านได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย
หากท่านเป็นนักลงทุนที่ต้องการทั้งความมั่นคงและผลตอบแทนที่ดี การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับท่าน

ข้อมูลพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง

พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ครั้งที่ 2
หนังสือชี้ชวน
หนังสือชี้ชวน (ฉบับย่อ)

พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ครั้งที่ 1 
หนังสือชี้ชวน
หนังสือชี้ชวน (ฉบับย่อ)

พันธบัตรออมทรัพย์พิเศษรุ่น “สุขกันเถอะเรา” ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558
หนังสือชี้ชวน
หนังสือชี้ชวน (ฉบับย่อ)

พันธบัตรออมทรัพย์พิเศษรุ่น “สุขกันเถอะเรา” ของ ธ.ก.ส. พ.ศ. 2558
หนังสือชี้ชวน
หนังสือชี้ชวน (ฉบับย่อ)

พันธบัตรออมทรัพย์พิเศษของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557
หนังสือชี้ชวน (ฉบับย่อ)

พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ครั้งที่ 2
หนังสือชี้ชวน
หนังสือชี้ชวน (ฉบับย่อ)

พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ครั้งที่ 1
หนังสือชี้ชวน
หนังสือชี้ชวน (ฉบับย่อ)

พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ครั้งที่ 2
หนังสือชี้ชวน
หนังสือชี้ชวน (ฉบับย่อ) 

พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ครั้งที่ 1
หนังสือชี้ชวน
หนังสือชี้ชวน (ฉบับย่อ)

พันธบัตรออมทรัพย์พิเศษของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2555

หนังสือชี้ชวน
หนังสือชี้ชวน (ฉบับย่อ)

หุ้นกู้ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่พร้อมเผชิญกับความเสี่ยง โดยปกติแล้ว หุ้นกู้จะให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน

ตราสารหนี้คืออะไร เพราะเหตุใดจึงควรลงทุนในตราสารหนี้

ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตราสารหนี้ภาครัฐและตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยตราสารหนี้ภาครัฐ ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณร้อยละ 85 ของตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทย

ตราสารหนี้ภาครัฐ

1. พันธบัตรรัฐบาล
พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีทั้งหมดสามประเภท ได้แก่ พันธบัตรเพื่อการลงทุน พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม และพันธบัตรออมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาไม่มีการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนอีก พันธบัตรในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรเพื่อการกู้ยืม ซึ่งออกมาเพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณการเงิน ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE)
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่จะได้รับการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง

ผลตอบแทนของพันธบัตรจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของตลาดเงินในขณะนั้น ระดับความเสี่ยง และระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน โดยปกติ พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรุ่นที่มีอายุคงเหลือสั้น และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันจะมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและพันธบัตรรัฐบาล 

ตราสารหนี้ภาคเอกชน

การออกหุ้นกู้ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมกันมาก และมักจะขายหมดภายในเวลาไม่กี่วัน เนื่องจากผู้ที่กู้เงินผ่านตลาดซื้อขายตราสารหนี้ คือบริษัท มิใช่ธนาคาร ดังนั้น ความมั่นคงของเงินกู้จำนวนนั้นจึงขึ้นอยู่กับความมั่งคงของบริษัท โดยไม่มีการประกันทั้งจากธนาคารและรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจะพบว่าหุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่า

การลงทุนขั้นต่ำสุดในหุ้นกู้สำหรับนักลงทุนที่เป็นบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเสนอขายแก่ประชาชน (Public Offering - P/O) หรือเป็นการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement - P/P) หุ้นกู้ที่เสนอขายแก่ประชาชน ท่านสามารถซื้อได้ตั้งแต่หนึ่งหน่วยขึ้นไป (โดยราคาที่ตราต่อหน่วยอาจเป็น 1,000 บาท 10,000 บาท หรือขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ออกหุ้นกู้) ส่วนการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด ต้องซื้อขั้นต่ำ 10 ล้านบาท หรือ 10,000 หน่วย บริษัทต่างๆ เริ่มออกตราสารหนี้ในปี 2535 หลังจากมีการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้การออกหุ้นกู้ทำได้ง่ายขึ้น

ประเภทของตราสารหนี้ที่ออกจำหน่าย

เงื่อนไขในการออกหุ้นกู้มีหลายลักษณะ เช่น แบบดอกเบี้ยคงที่ (Straight Fixed) แบบอัตราลอยตัว (FRN) แบบทยอยคืนเงินต้น (Amortizing) และแบบแปลงสภาพได้ (Convertible) สำหรับการเสนอขายในตลาดนั้น ผู้ออกสามารถทำได้ด้วยการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปหรือเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด โดยผู้ออกตราสารหนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ กลต. และต้องได้รับการอนุมัติจาก กลต. ก่อนทำการเสนอขาย ส่วนการออกจำหน่ายโดยเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นจะทำได้โดยตรง โดยสามารถขายให้กับนักลงทุนได้ไม่เกิน 35 คน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบันตามที่ กลต. กำหนดไว้

การเสนอขายหุ้นกู้นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออก ยกเว้นกรณีการออกหุ้นกู้ในจำนวนไม่เกิน 100 ล้านบาท หรือการออกตราสารหนี้ที่จำกัดนักลงทุนจำนวนไม่เกิน 10 คน ไม่จำเป็นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

หากท่านต้องการลงทุนในตราสารหนี้ ควรจะถามตัวเองก่อนว่า "พร้อมที่จะรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน?" ถ้าคำตอบคือน้อยมาก ท่านควรที่จะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่หากท่านพร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า การลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทที่อยู่ในอันดับต้นๆ ก็ย่อมเหมาะสมกว่า

เกี่ยวกับตราสารหนี้

ตัวแทนผู้ถือครองตราสารหนี้ทำหน้าที่อะไรบ้าง
  • ดูแลรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือครองตราสารหนี้ ตามที่ผู้ออกตราสารหนี้กำหนดไว้
  • เก็บรักษาสินทรัพย์และหนังสือค้ำประกัน
  • รายงานต่อผู้ถือครองตราสารหนี้
  • ทำหน้าที่เสมือนเป็นนายทะเบียนและเป็นผู้เก็บรักษาบัญชีรายชื่อผู้ถือครองตราสารหนี้
  • จัดเตรียมการประชุมผู้ถือครองตราสารหนี้

ตราสารหนี้มีประโยชน์อะไรบ้าง
  • เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการลงทุน
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการทำสัญญาของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ เช่น  สัมปทานก่อสร้างถนนของหน่วยงานเทศบาล การประกันการใช้ไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สัญญาเช่าสายโทรศัพท์กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ฯลฯ
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับเปิดบัญชีที่อนุญาตให้เบิกเกินบัญชีกับธนาคารพาณิชย์
  • เป็นหลักทรัพย์ประกันตัวสำหรับใช้ในศาลหรือสถานีตำรวจ
  • เป็นทุนสำรองตามข้อกำหนดของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงิน
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืมของสถาบันการเงินในตลาดซื้อคืนพันธบัตร และวงเงินสภาพคล่องระหว่างวัน

ภาระภาษีของนักลงทุนบุคคลทั่วไป
  • ผู้รับดอกเบี้ยจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ในขณะเดียวกันผู้ซื้อตราสารหนี้ในราคาส่วนลด (ต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของส่วนลดด้วย เพราะถือว่าเป็นเงินได้จากดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน
  • ส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคาซื้อ (Capital Gain)
    ผู้ขายจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายตราสารหนี้ในกรณีที่มีกำไร

ซื้อขายตราสารหนี้

เนื่องจากการซื้อขายตราสารหนี้ไม่มีสถานที่ตั้งเป็นทางการเหมือนตลาดหุ้น ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ จึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยใช้วิธีแจ้งราคาและสั่งซื้อขายทางโทรศัพท์เป็นส่วนใหญ่ แต่หากท่านลงทุนผ่านธนาคารกรุงเทพ ท่านจะมีทางเลือกมากขึ้นในการติดตามราคาซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ในแต่ละวัน ทั้งจากหนังสือพิมพ์รายวัน เช่น กรุงเทพธุรกิจ จีนสากล เดอะเนชั่น เว็บไซต์ธนาคาร หรือติดต่อโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงเทพสาขาใดก็ได้

จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ

  • พันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ 500 หน่วย หรือ 500,000 บาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 100 หน่วย หรือ 100,000 บาท
  • หุ้นกู้ (สำหรับการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด) 10,000 หน่วย หรือ 10 ล้านบาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 100 หน่วย หรือ 100,000 บาท
  • หุ้นกู้ (สำหรับการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป) 10 หน่วย หรือ 10,000 บาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 10 หน่วย หรือ 10,000 บาท


เอกสารที่ต้องแสดง

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 2 ฉบับ
  • สำเนาสมุดบัญชีคู่ฝาก 2 ฉบับ (ในกรณีที่ต้องการรับดอกเบี้ยด้วยวิธีโอนเข้าบัญชีธนาคาร)
  • หนังสือมอบอำนาจ (ในกรณีที่ให้ผู้อื่นดำเนินการซื้อขายในนามของท่าน)
  • ใบพันธบัตร (หากท่านเป็นผู้ขาย)
  • สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี (หากท่านเป็นผู้ขาย)

ท่านต้องลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องในสำเนาเอกสารทุกฉบับด้วย

ใบพันธบัตร

เมื่อซื้อตราสารหนี้ ท่านสามารถขอใบแสดงหลักฐานความเป็นเจ้าของตราสารหนี้ (ใบพันธบัตร) หรือสมัครเข้าระบบพันธบัตรชนิดจดบัญชี (ไม่มีใบพันธบัตร) ก็ได้ หากท่านขอใบพันธบัตร นายทะเบียนจะจัดส่งให้ท่านภายใน 45 วัน และหากท่านเข้าระบบพันธบัตรชนิดจดบัญชี ชื่อของท่านจะถูกบันทึกลงในบัญชีรายชื่อผู้ถือพันธบัตร และจะได้รับใบรายงานบัญชีแสดงรายการหลักทรัพย์ของผู้ถือกรรมสิทธิ์ (Statement) แทนใบพันธบัตร

การรับดอกเบี้ย

เมื่อซื้อตราสารหนี้ ท่านจะต้องเลือกว่าต้องการรับดอกเบี้ยด้วยวิธีใด ซึ่งเลือกได้ 2 วิธี คือ นำเข้าบัญชีธนาคารของท่านโดยตรง หรือเช็ค

หมายเหตุ: ผู้ออกตราสารหนี้จะเป็นผู้ชำระดอกเบี้ย และผู้รับดอกเบี้ยที่เป็นบุคคลธรรมดาจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ทุกครั้ง

กระบวนการซื้อขาย

  • ท่านสามารถซื้อและขายหลักทรัพย์ทุกประเภทกับสาขาของธนาคาร และยังสามารถซื้อขายผ่านระบบ ออนไลน์ได้
  • กรอกใบแจ้งความจำนงซื้อหรือขายที่สาขา
  • หากท่านเป็นผู้ซื้อ ราคาซื้อจะเป็นราคา ณ วันนั้น (T)
  • หากท่านเป็นผู้ขาย ราคาขายจะเป็นราคา ณ วันถัดจากวันที่สั่งขาย 4 วัน (T+4)


วิธีการชำระเงิน ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ขาย


ท่านสามารถเลือกชำระเงินค่าตราสารหนี้ได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้

  • เงินสด
  • เช็คบุคคลหรือแคชเชียร์เช็คของธนาคารอื่น สั่งจ่ายธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชำระก่อน 12.00 น.
  • เช็คบุคคลหรือแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงเทพ สั่งจ่ายธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชำระก่อน 14.00 น.
  • หักจากบัญชีของท่านที่ธนาคารกรุงเทพฯในเขตกรุงเทพ ก่อน 15.00 น.


วิธีการชำระเงิน ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ซื้อ


ท่านสามารถได้รับชำระเงินด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ
  • รับเป็นแคชเชียร์เช็ค


หมายเหตุ: ในกรณีที่ได้กำไรจากการขายตราสารหนี้ ผู้ขายจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 จากส่วนต่างระหว่างราคาขายและต้นทุน

ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้

ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยหรือความเสี่ยงจากราคา
เป็นความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดอาจเปลี่ยนแปลงไปหลังจากซื้อตราสารหนี้ ราคาของตราสารหนี้จะเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกับข้ามกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด นั่นหมายความว่าราคาของตราสารหนี้จะลดลง เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น และราคาของตราสารหนี้จะเพิ่มขึ้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง ดังนั้น หากผู้ถือครองขายตราสารหนี้ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเมื่อซื้อตราสารหนี้ เขาจะได้กำไรจากการขายตราสารหนี้นั้น แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เขาก็จะขาดทุนจากการขายตราสารหนี้

ความเสี่ยงจากการผิดสัญญา
เป็นความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นตามที่กำหนดไว้ในตราสารหนี้นั้น อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับความน่าเชื่อถือในตราสารหนี้สามารถใช้เป็นตัวชี้นำถึงระดับความเสี่ยงได้

ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง
เป็นความเสี่ยงในการซื้อขายตราสารหนี้ในจังหวะเวลาและราคาที่เหมาะสมได้ ความเสี่ยงนี้มักจะเกิดกับหุ้นกู้ภาคเอกชนมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากหุ้นกู้มีสัดส่วนการออกในตลาดแรกและการซื้อขายในตลาดรองน้อยกว่าพันธบัตรรัฐบาล

ศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับตราสารหนี้

ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตราสารหนี้ได้จากประมวลคำศัพท์เกี่ยวกับตราสารหนี้ที่เราจัดทำขึ้น หรือชมเว็บไซต์ของศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย (The Thai Bond Dealing Center) ได้ที่ www.thaibdc.or.th

พันธบัตรหรือหุ้นกู้ (Bond)
พันธบัตรหรือหุ้นกู้คือตราสารแห่งหนี้ระยะยาวซึ่งผู้ออกมีข้อผูกพันตามกฎหมายที่จะชำระดอกเบี้ยและเงินต้นแก่ผู้ซื้อตามเวลาที่กำหนด โดยทั่วไป ตราสารหนี้จะกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนไว้แตกต่างกันไป เช่น 5 ปี 10 ปี หรือนานกว่านั้น
 
ตัวแทนผู้ถือครองตราสารหนี้ (Bond-holders representative)
ตัวแทนทำหน้าที่ดูแลรักษาสิทธิของผู้ถือครองตราสารหนี้หรือผู้ถือครองเอกสารการเงินอื่น ๆ
 
ดอกเบี้ย (Coupon)
ดอกเบี้ยซึ่งจ่ายให้กับผู้ถือกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้เป็นงวดตลอดอายุของตราสารหนี้เพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับการนำเงินมาลงทุน การกำหนดอัตราดอกเบี้ยจะกำหนดเป็นร้อยละต่อปีจากราคาที่ตราไว้ การจ่ายดอกเบี้ยในประเทศไทยส่วนใหญ่จะจ่ายเป็นงวดทุก 6 เดือนหรือ 1 ปี
 
หุ้นกู้ภาคเอกชน (Debenture)
หุ้นกู้ภาคเอกชนมีลักษณะคล้ายกับตราสารหนี้ คือเป็นตราสารที่แบ่งเป็นหน่วย แต่ละหน่วยมีมูลค่าเท่ากันและกำหนดประโยชน์ตอบแทนไว้เป็นการล่วงหน้าในอัตราเท่ากันทุกหน่วย หุ้นกู้บางอย่างสามารถแลกเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญได้
 
ความเสี่ยงจากการผิดสัญญา
คือความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้จะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นของตราสารหนี้นั้นได้ นักลงทุนสามารถดูจากอันดับความน่าเชื่อถือเพื่อคาดการณ์ถึงความเสี่ยงชนิดนี้ของผู้ออกตราสารหนี้แต่ละรายได้
 
ราคาที่ตราไว้ (Face value)
จำนวนเงินที่จะจ่ายให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์เมื่อครบกำหนดอายุของตราสารหนี้
 
ผู้ออกตราสารหนี้ (Issuer)
ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอขายตราสารหนี้ หรือเอกสารทางการเงินอื่นๆ ของตน อาจเป็นบริษัท รัฐบาล หรือองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย
 
สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง (Liquid Asset)
สินทรัพย์ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย
 
วันที่ครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date)
วันที่ครบกำหนดชำระคืนเงินต้นสำหรับหนี้สินหรือตราสารทางการเงินอื่น ๆ
 
การเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement)
เป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ให้กับนักลงทุนไม่เกิน 35 รายภายในรอบระยะเวลา 12 เดือน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบัน ตามที่กฎหมายกลต.กำหนดไว้ทั้งหมด 17 ประเภท 
 
การเสนอขายสำหรับประชาชนทั่วไป (Public offering)
เป็นการเสนอขายหลักทัพย์ที่ออกใหม่ให้กับประชาชนภายใต้ข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการ กลต. ข้อกำหนดสำคัญคือหลักทรัพย์นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือและผ่านการพิจารณาอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการ กลต. แล้ว
 
การไถ่ถอนตราสารหนี้ (Redemption)
ในกรณีที่ไม่มีการไถ่ถอนก่อนกำหนด วันไถ่ถอนจะเป็นวันเดียวกับวันครบกำหนดอายุ
 
สำนักทะเบียนพันธบัตร (Registrar)
หน่วยงานกลางที่มีหน้าที่จัดเก็บทะเบียนข้อมูลของผู้ถือครองเอกสารทางการเงิน
 
ตลาดรอง (Secondary market)
แหล่งกลางสำหรับการซื้อขายเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของตราสารหนี้ที่ได้ผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว
 
ใบพันธบัตร (Scrip)
เอกสารซึ่งออกให้ผู้ถือครองตราสารหนี้หรือเอกสารทางการเงินอื่นๆ 
 
ธุรกรรมของพันธบัตรชนิดจดบัญชี (Scrip-less transaction)
การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจะไม่มีการออกเอกสารรับรองที่เป็นกระดาษ
 
ระยะเวลาครบกำหนด (Tenor)
อายุของตราสารหนี้
 
ผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย (Underwriter)
ตัวแทนจัดจำหน่ายตราสารหนี้ที่ออกใหม่ ซึ่งเป็นผู้กำหนดราคาให้สอดคล้องตามภาวะของตลาดให้กับผู้ออกตราสารนั้นก่อนที่จะแนะนำให้กับนักลงทุน 
 
อัตราผลตอบแทน (Yield)
ผลตอบแทนจากการลงทุน คิดเป็นร้อยละของราคา ในกรณีของตราสารหนี้  อัตราผลตอบแทนจะเปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ยในตลาด
ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตราสารหนี้ภาครัฐและตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยตราสารหนี้ภาครัฐ ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณร้อยละ 85 ของตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทย

ตราสารหนี้ภาครัฐ

1. พันธบัตรรัฐบาล
พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีทั้งหมดสามประเภท ได้แก่ พันธบัตรเพื่อการลงทุน พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม และพันธบัตรออมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาไม่มีการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนอีก พันธบัตรในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรเพื่อการกู้ยืม ซึ่งออกมาเพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณการเงิน ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE)
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่จะได้รับการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง

ผลตอบแทนของพันธบัตรจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของตลาดเงินในขณะนั้น ระดับความเสี่ยง และระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน โดยปกติ พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรุ่นที่มีอายุคงเหลือสั้น และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันจะมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและพันธบัตรรัฐบาล 

ตราสารหนี้ภาคเอกชน

การออกหุ้นกู้ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมกันมาก และมักจะขายหมดภายในเวลาไม่กี่วัน เนื่องจากผู้ที่กู้เงินผ่านตลาดซื้อขายตราสารหนี้ คือบริษัท มิใช่ธนาคาร ดังนั้น ความมั่นคงของเงินกู้จำนวนนั้นจึงขึ้นอยู่กับความมั่งคงของบริษัท โดยไม่มีการประกันทั้งจากธนาคารและรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจะพบว่าหุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่า

การลงทุนขั้นต่ำสุดในหุ้นกู้สำหรับนักลงทุนที่เป็นบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเสนอขายแก่ประชาชน (Public Offering - P/O) หรือเป็นการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement - P/P) หุ้นกู้ที่เสนอขายแก่ประชาชน ท่านสามารถซื้อได้ตั้งแต่หนึ่งหน่วยขึ้นไป (โดยราคาที่ตราต่อหน่วยอาจเป็น 1,000 บาท 10,000 บาท หรือขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ออกหุ้นกู้) ส่วนการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด ต้องซื้อขั้นต่ำ 10 ล้านบาท หรือ 10,000 หน่วย บริษัทต่างๆ เริ่มออกตราสารหนี้ในปี 2535 หลังจากมีการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้การออกหุ้นกู้ทำได้ง่ายขึ้น

ประเภทของตราสารหนี้ที่ออกจำหน่าย

เงื่อนไขในการออกหุ้นกู้มีหลายลักษณะ เช่น แบบดอกเบี้ยคงที่ (Straight Fixed) แบบอัตราลอยตัว (FRN) แบบทยอยคืนเงินต้น (Amortizing) และแบบแปลงสภาพได้ (Convertible) สำหรับการเสนอขายในตลาดนั้น ผู้ออกสามารถทำได้ด้วยการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปหรือเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด โดยผู้ออกตราสารหนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ กลต. และต้องได้รับการอนุมัติจาก กลต. ก่อนทำการเสนอขาย ส่วนการออกจำหน่ายโดยเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นจะทำได้โดยตรง โดยสามารถขายให้กับนักลงทุนได้ไม่เกิน 35 คน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบันตามที่ กลต. กำหนดไว้

การเสนอขายหุ้นกู้นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออก ยกเว้นกรณีการออกหุ้นกู้ในจำนวนไม่เกิน 100 ล้านบาท หรือการออกตราสารหนี้ที่จำกัดนักลงทุนจำนวนไม่เกิน 10 คน ไม่จำเป็นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

หากท่านต้องการลงทุนในตราสารหนี้ ควรจะถามตัวเองก่อนว่า "พร้อมที่จะรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน?" ถ้าคำตอบคือน้อยมาก ท่านควรที่จะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่หากท่านพร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า การลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทที่อยู่ในอันดับต้นๆ ก็ย่อมเหมาะสมกว่า

ตัวแทนผู้ถือครองตราสารหนี้ทำหน้าที่อะไรบ้าง
  • ดูแลรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือครองตราสารหนี้ ตามที่ผู้ออกตราสารหนี้กำหนดไว้
  • เก็บรักษาสินทรัพย์และหนังสือค้ำประกัน
  • รายงานต่อผู้ถือครองตราสารหนี้
  • ทำหน้าที่เสมือนเป็นนายทะเบียนและเป็นผู้เก็บรักษาบัญชีรายชื่อผู้ถือครองตราสารหนี้
  • จัดเตรียมการประชุมผู้ถือครองตราสารหนี้

ตราสารหนี้มีประโยชน์อะไรบ้าง
  • เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการลงทุน
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการทำสัญญาของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ เช่น  สัมปทานก่อสร้างถนนของหน่วยงานเทศบาล การประกันการใช้ไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สัญญาเช่าสายโทรศัพท์กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ฯลฯ
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับเปิดบัญชีที่อนุญาตให้เบิกเกินบัญชีกับธนาคารพาณิชย์
  • เป็นหลักทรัพย์ประกันตัวสำหรับใช้ในศาลหรือสถานีตำรวจ
  • เป็นทุนสำรองตามข้อกำหนดของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงิน
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืมของสถาบันการเงินในตลาดซื้อคืนพันธบัตร และวงเงินสภาพคล่องระหว่างวัน

ภาระภาษีของนักลงทุนบุคคลทั่วไป
  • ผู้รับดอกเบี้ยจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ในขณะเดียวกันผู้ซื้อตราสารหนี้ในราคาส่วนลด (ต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของส่วนลดด้วย เพราะถือว่าเป็นเงินได้จากดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน
  • ส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคาซื้อ (Capital Gain)
    ผู้ขายจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายตราสารหนี้ในกรณีที่มีกำไร

เนื่องจากการซื้อขายตราสารหนี้ไม่มีสถานที่ตั้งเป็นทางการเหมือนตลาดหุ้น ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ จึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยใช้วิธีแจ้งราคาและสั่งซื้อขายทางโทรศัพท์เป็นส่วนใหญ่ แต่หากท่านลงทุนผ่านธนาคารกรุงเทพ ท่านจะมีทางเลือกมากขึ้นในการติดตามราคาซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ในแต่ละวัน ทั้งจากหนังสือพิมพ์รายวัน เช่น กรุงเทพธุรกิจ จีนสากล เดอะเนชั่น เว็บไซต์ธนาคาร หรือติดต่อโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงเทพสาขาใดก็ได้

จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ

  • พันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ 500 หน่วย หรือ 500,000 บาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 100 หน่วย หรือ 100,000 บาท
  • หุ้นกู้ (สำหรับการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด) 10,000 หน่วย หรือ 10 ล้านบาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 100 หน่วย หรือ 100,000 บาท
  • หุ้นกู้ (สำหรับการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป) 10 หน่วย หรือ 10,000 บาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 10 หน่วย หรือ 10,000 บาท


เอกสารที่ต้องแสดง

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 2 ฉบับ
  • สำเนาสมุดบัญชีคู่ฝาก 2 ฉบับ (ในกรณีที่ต้องการรับดอกเบี้ยด้วยวิธีโอนเข้าบัญชีธนาคาร)
  • หนังสือมอบอำนาจ (ในกรณีที่ให้ผู้อื่นดำเนินการซื้อขายในนามของท่าน)
  • ใบพันธบัตร (หากท่านเป็นผู้ขาย)
  • สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี (หากท่านเป็นผู้ขาย)

ท่านต้องลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องในสำเนาเอกสารทุกฉบับด้วย

ใบพันธบัตร

เมื่อซื้อตราสารหนี้ ท่านสามารถขอใบแสดงหลักฐานความเป็นเจ้าของตราสารหนี้ (ใบพันธบัตร) หรือสมัครเข้าระบบพันธบัตรชนิดจดบัญชี (ไม่มีใบพันธบัตร) ก็ได้ หากท่านขอใบพันธบัตร นายทะเบียนจะจัดส่งให้ท่านภายใน 45 วัน และหากท่านเข้าระบบพันธบัตรชนิดจดบัญชี ชื่อของท่านจะถูกบันทึกลงในบัญชีรายชื่อผู้ถือพันธบัตร และจะได้รับใบรายงานบัญชีแสดงรายการหลักทรัพย์ของผู้ถือกรรมสิทธิ์ (Statement) แทนใบพันธบัตร

การรับดอกเบี้ย

เมื่อซื้อตราสารหนี้ ท่านจะต้องเลือกว่าต้องการรับดอกเบี้ยด้วยวิธีใด ซึ่งเลือกได้ 2 วิธี คือ นำเข้าบัญชีธนาคารของท่านโดยตรง หรือเช็ค

หมายเหตุ: ผู้ออกตราสารหนี้จะเป็นผู้ชำระดอกเบี้ย และผู้รับดอกเบี้ยที่เป็นบุคคลธรรมดาจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ทุกครั้ง

กระบวนการซื้อขาย

  • ท่านสามารถซื้อและขายหลักทรัพย์ทุกประเภทกับสาขาของธนาคาร และยังสามารถซื้อขายผ่านระบบ ออนไลน์ได้
  • กรอกใบแจ้งความจำนงซื้อหรือขายที่สาขา
  • หากท่านเป็นผู้ซื้อ ราคาซื้อจะเป็นราคา ณ วันนั้น (T)
  • หากท่านเป็นผู้ขาย ราคาขายจะเป็นราคา ณ วันถัดจากวันที่สั่งขาย 4 วัน (T+4)


วิธีการชำระเงิน ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ขาย


ท่านสามารถเลือกชำระเงินค่าตราสารหนี้ได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้

  • เงินสด
  • เช็คบุคคลหรือแคชเชียร์เช็คของธนาคารอื่น สั่งจ่ายธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชำระก่อน 12.00 น.
  • เช็คบุคคลหรือแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงเทพ สั่งจ่ายธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชำระก่อน 14.00 น.
  • หักจากบัญชีของท่านที่ธนาคารกรุงเทพฯในเขตกรุงเทพ ก่อน 15.00 น.


วิธีการชำระเงิน ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ซื้อ


ท่านสามารถได้รับชำระเงินด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ
  • รับเป็นแคชเชียร์เช็ค


หมายเหตุ: ในกรณีที่ได้กำไรจากการขายตราสารหนี้ ผู้ขายจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 จากส่วนต่างระหว่างราคาขายและต้นทุน

ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยหรือความเสี่ยงจากราคา
เป็นความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดอาจเปลี่ยนแปลงไปหลังจากซื้อตราสารหนี้ ราคาของตราสารหนี้จะเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกับข้ามกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด นั่นหมายความว่าราคาของตราสารหนี้จะลดลง เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น และราคาของตราสารหนี้จะเพิ่มขึ้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง ดังนั้น หากผู้ถือครองขายตราสารหนี้ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเมื่อซื้อตราสารหนี้ เขาจะได้กำไรจากการขายตราสารหนี้นั้น แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เขาก็จะขาดทุนจากการขายตราสารหนี้

ความเสี่ยงจากการผิดสัญญา
เป็นความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นตามที่กำหนดไว้ในตราสารหนี้นั้น อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับความน่าเชื่อถือในตราสารหนี้สามารถใช้เป็นตัวชี้นำถึงระดับความเสี่ยงได้

ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง
เป็นความเสี่ยงในการซื้อขายตราสารหนี้ในจังหวะเวลาและราคาที่เหมาะสมได้ ความเสี่ยงนี้มักจะเกิดกับหุ้นกู้ภาคเอกชนมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากหุ้นกู้มีสัดส่วนการออกในตลาดแรกและการซื้อขายในตลาดรองน้อยกว่าพันธบัตรรัฐบาล

ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตราสารหนี้ได้จากประมวลคำศัพท์เกี่ยวกับตราสารหนี้ที่เราจัดทำขึ้น หรือชมเว็บไซต์ของศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย (The Thai Bond Dealing Center) ได้ที่ www.thaibdc.or.th

พันธบัตรหรือหุ้นกู้ (Bond)
พันธบัตรหรือหุ้นกู้คือตราสารแห่งหนี้ระยะยาวซึ่งผู้ออกมีข้อผูกพันตามกฎหมายที่จะชำระดอกเบี้ยและเงินต้นแก่ผู้ซื้อตามเวลาที่กำหนด โดยทั่วไป ตราสารหนี้จะกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนไว้แตกต่างกันไป เช่น 5 ปี 10 ปี หรือนานกว่านั้น
 
ตัวแทนผู้ถือครองตราสารหนี้ (Bond-holders representative)
ตัวแทนทำหน้าที่ดูแลรักษาสิทธิของผู้ถือครองตราสารหนี้หรือผู้ถือครองเอกสารการเงินอื่น ๆ
 
ดอกเบี้ย (Coupon)
ดอกเบี้ยซึ่งจ่ายให้กับผู้ถือกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้เป็นงวดตลอดอายุของตราสารหนี้เพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับการนำเงินมาลงทุน การกำหนดอัตราดอกเบี้ยจะกำหนดเป็นร้อยละต่อปีจากราคาที่ตราไว้ การจ่ายดอกเบี้ยในประเทศไทยส่วนใหญ่จะจ่ายเป็นงวดทุก 6 เดือนหรือ 1 ปี
 
หุ้นกู้ภาคเอกชน (Debenture)
หุ้นกู้ภาคเอกชนมีลักษณะคล้ายกับตราสารหนี้ คือเป็นตราสารที่แบ่งเป็นหน่วย แต่ละหน่วยมีมูลค่าเท่ากันและกำหนดประโยชน์ตอบแทนไว้เป็นการล่วงหน้าในอัตราเท่ากันทุกหน่วย หุ้นกู้บางอย่างสามารถแลกเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญได้
 
ความเสี่ยงจากการผิดสัญญา
คือความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้จะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นของตราสารหนี้นั้นได้ นักลงทุนสามารถดูจากอันดับความน่าเชื่อถือเพื่อคาดการณ์ถึงความเสี่ยงชนิดนี้ของผู้ออกตราสารหนี้แต่ละรายได้
 
ราคาที่ตราไว้ (Face value)
จำนวนเงินที่จะจ่ายให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์เมื่อครบกำหนดอายุของตราสารหนี้
 
ผู้ออกตราสารหนี้ (Issuer)
ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอขายตราสารหนี้ หรือเอกสารทางการเงินอื่นๆ ของตน อาจเป็นบริษัท รัฐบาล หรือองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย
 
สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง (Liquid Asset)
สินทรัพย์ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย
 
วันที่ครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date)
วันที่ครบกำหนดชำระคืนเงินต้นสำหรับหนี้สินหรือตราสารทางการเงินอื่น ๆ
 
การเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement)
เป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ให้กับนักลงทุนไม่เกิน 35 รายภายในรอบระยะเวลา 12 เดือน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบัน ตามที่กฎหมายกลต.กำหนดไว้ทั้งหมด 17 ประเภท 
 
การเสนอขายสำหรับประชาชนทั่วไป (Public offering)
เป็นการเสนอขายหลักทัพย์ที่ออกใหม่ให้กับประชาชนภายใต้ข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการ กลต. ข้อกำหนดสำคัญคือหลักทรัพย์นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือและผ่านการพิจารณาอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการ กลต. แล้ว
 
การไถ่ถอนตราสารหนี้ (Redemption)
ในกรณีที่ไม่มีการไถ่ถอนก่อนกำหนด วันไถ่ถอนจะเป็นวันเดียวกับวันครบกำหนดอายุ
 
สำนักทะเบียนพันธบัตร (Registrar)
หน่วยงานกลางที่มีหน้าที่จัดเก็บทะเบียนข้อมูลของผู้ถือครองเอกสารทางการเงิน
 
ตลาดรอง (Secondary market)
แหล่งกลางสำหรับการซื้อขายเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของตราสารหนี้ที่ได้ผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว
 
ใบพันธบัตร (Scrip)
เอกสารซึ่งออกให้ผู้ถือครองตราสารหนี้หรือเอกสารทางการเงินอื่นๆ 
 
ธุรกรรมของพันธบัตรชนิดจดบัญชี (Scrip-less transaction)
การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจะไม่มีการออกเอกสารรับรองที่เป็นกระดาษ
 
ระยะเวลาครบกำหนด (Tenor)
อายุของตราสารหนี้
 
ผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย (Underwriter)
ตัวแทนจัดจำหน่ายตราสารหนี้ที่ออกใหม่ ซึ่งเป็นผู้กำหนดราคาให้สอดคล้องตามภาวะของตลาดให้กับผู้ออกตราสารนั้นก่อนที่จะแนะนำให้กับนักลงทุน 
 
อัตราผลตอบแทน (Yield)
ผลตอบแทนจากการลงทุน คิดเป็นร้อยละของราคา ในกรณีของตราสารหนี้  อัตราผลตอบแทนจะเปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ยในตลาด
Tips/Useful Info
ศูนย์ข้อมูลและการซื้อขายของธนาคารกรุงเทพ
ค้าเงินตราต่างประเทศ
(66) 0-2231-4301-5
(66) 0-2230-1204-8

ตราสารหนี้
(66) 0-2230-1215-6
(66)-0-2231-4286-7

ตลาดเงิน
(66) 0-2230-2339
(66) 0-2230-1221
Quick Access
News
Tweet this! Share on Facebook
คลิกเข้าสู่เว็บไซต์ธนาคารบนมือถือAEC ConnectMoney TutorYour Security FirstBualuang Phone
Submit