พันธบัตรและหุ้นกู้

การลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า

หากท่านต้องการผลตอบแทนจากเงินที่มีอยู่ มากกว่าที่ได้จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบัน เราขอแนะนำให้ท่านมาลงทุนในตลาดตราสารหนี้กับธนาคารกรุงเทพ

ท่านสามารถลงทุนในตลาดตราสารหนี้ได้อย่างง่ายดาย ด้วยการซื้อและขายพันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ได้ที่สาขาของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งมีบริการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ให้ท่านได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย

พันธบัตรรัฐบาล

หากท่านเป็นนักลงทุนที่ต้องการทั้งความมั่นคงและผลตอบแทนที่ดี การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับท่าน

ข้อมูลพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง

พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ครั้งที่ 2 (เพิ่มเติม)
หนังสือชี้ชวน  |  หนังสือชี้ชวนฉบับย่อ

พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ครั้งที่ 1
หนังสือชี้ชวน  หนังสือชี้ชวนฉบับย่อ

พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ครั้งที่ 2
หนังสือชี้ชวน  |  หนังสือชี้ชวนฉบับย่อ

พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ครั้งที่ 1
หนังสือชี้ชวน  |  หนังสือชี้ชวนฉบับย่อ

พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ครั้งที่ 2
หนังสือชี้ชวน  |  หนังสือชี้ชวนฉบับย่อ

พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ครั้งที่ 1 
หนังสือชี้ชวน  |  หนังสือชี้ชวนฉบับย่อ

หุ้นกู้

หุ้นกู้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่พร้อมเผชิญกับความเสี่ยง โดยปกติแล้ว หุ้นกู้จะให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน

ตราสารหนี้คืออะไร เพราะเหตุใดจึงควรลงทุนในตราสารหนี้

ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตราสารหนี้ภาครัฐ และตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยตราสารหนี้ภาครัฐ ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณร้อยละ 75 ของตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทย

ตราสารหนี้ภาครัฐ

  • พันธบัตรรัฐบาล
    พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยกระทรวงการคลัง สามารถแบ่งได้เป็น พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม และพันธบัตรออมทรัพย์ พันธบัตรในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรเพื่อการกู้ยืม ซึ่งออกมาเพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณการเงิน ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

  • พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE)
    พันธบัตรรัฐวิสาหกิจเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่จะได้รับการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐวิสาหกิจจะขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยง ระยะเวลากำหนดไถ่ถอน และอัตราดอกเบี้ยของตลาดเงินในขณะนั้น โดยปกติ พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรุ่นที่มีอายุคงเหลือสั้น และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันจะมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและพันธบัตรรัฐบาล


ตราสารหนี้ภาคเอกชน
การออกหุ้นกู้ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมของบริษัทเอกชน และมักจะขายหมดภายในเวลาไม่กี่วัน เนื่องจากผู้ที่กู้เงินผ่านตลาดซื้อขายตราสารหนี้ คือ บริษัท มิใช่ภาครัฐ หรือธนาคาร ดังนั้น ความมั่นคงของเงินกู้จำนวนนั้นจึงขึ้นอยู่กับความมั่นคงของบริษัท โดยไม่มีการประกันทั้งจากธนาคารและรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจะพบว่าหุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่า

เกี่ยวกับตราสารหนี้

ตราสารหนี้ภาครัฐมีประโยชน์อะไรบ้าง

  • เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการลงทุน
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการทำสัญญาของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ เช่น สัมปทานก่อสร้างถนนของ หน่วยงานเทศบาล การประกันการใช้ไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สัญญาเช่าสายโทรศัพท์กับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ฯลฯ
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับเปิดบัญชีที่อนุญาตให้เบิกเกินบัญชีกับธนาคารพาณิชย์
  • เป็นหลักทรัพย์ประกันตัวสำหรับใช้ในศาลหรือสถานีตำรวจ
  • เป็นทุนสำรองตามข้อกำหนดของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงิน
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืมของสถาบันการเงินในตลาดซื้อคืนพันธบัตร และวงเงินสภาพคล่อง ระหว่างวัน

ภาระภาษีของนักลงทุนประเภทบุคคลธรรมดา

  • ผู้รับดอกเบี้ยจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ในขณะเดียวกันผู้ซื้อตราสารหนี้ในราคาส่วนลด (ต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของส่วนลดด้วย เพราะถือว่าเป็นเงินได้จากดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน
  • ส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคาซื้อ ผู้ขายจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคาซื้อตราสารหนี้ในกรณีที่มีกำไร

ลักษณะของตลาดตราสารหนี้

การซื้อขายตราสารหนี้ส่วนใหญ่ ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยใช้วิธีแจ้งราคาและสั่งซื้อขายทางโทรศัพท์ แต่หากลงทุนผ่านธนาคารกรุงเทพ ท่านจะมีทางเลือกมากขึ้นในการติดตามราคาซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ในแต่ละวันจากเว็บไซต์ของธนาคาร หรือติดต่อโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงเทพสาขาใดก็ได้

เงื่อนไขการให้บริการ

  1. ข้อจำกัดการลงทุนในตราสารหนี้ เป็นไปตามข้อกำหนดในหนังสือชี้ชวนของตราสารแต่ละรุ่น เช่น จำกัดจำนวนผู้ซื้อ จำกัดประเภทผู้ซื้อ เป็นต้น
  2. จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ
    • พันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ 500 หน่วย หรือ 500,000 บาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 100 หน่วย หรือ 100,000 บาท
    • หุ้นกู้ 1,000 หน่วย หรือ 1 ล้านบาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 100 หน่วย หรือ 100,000 บาท
  3. เอกสารที่ต้องแสดง
    • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 2 ฉบับ
    • สำเนาสมุดบัญชีคู่ฝาก 1 ฉบับ
    • ใบพันธบัตร /ใบหุ้นกู้ (กรณีลูกค้าขาย)

      ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องในสำเนาเอกสารทุกฉบับ


นอกจากเอกสารดังกล่าวข้างต้น ผู้ที่จะทำธุรกรรมจะต้องให้เอกสารและข้อมูลต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น เอกสารแสดงตนของผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง และ/หรือยินยอมให้ข้อมูลตามแบบประเมินระดับความเสี่ยงในการลงทุนที่เหมาะสม เป็นต้น

กรณีซื้อตราสารหนี้แบบมีใบพันธบัตร (Script)/ใบหุ้นกู้
จะได้รับหลักฐานการสั่งซื้อ โดยธนาคารจะจัดส่งใบพันธบัตรตัวจริงให้ภายใน 2 สัปดาห์/ใบหุ้นกู้ได้รับภายใน 30 วัน

กรณีซื้อตราสารหนี้แบบไร้ใบพันธบัตร (Scripless)
ในวันที่ลูกค้าติดต่อธนาคารเพื่อซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ลูกค้าจะต้องลงทะเบียนกับธนาคารเพื่อรับสมุดพันธบัตร ซึ่งจะสามารถใช้ในการซื้อ/ขายพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลังแบบไร้ใบได้ทุกรุ่น

การรับดอกเบี้ย
นายทะเบียนจะโอนดอกเบี้ยเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ถือกรรมสิทธิ์ (ยกเว้น บัญชีประเภทเงินฝากประจำ และประเภทออมทรัพย์พิเศษ)

หมายเหตุ: ดอกเบี้ยจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 สำหรับบุคคลธรรมดา

กระบวนการซื้อขาย

  • ท่านสามารถติดต่อซื้อ/ขายตราสารหนี้กับสาขาของธนาคาร
  • หากท่านเป็นผู้ซื้อท่านจะต้องชำระเงินค่าซื้อพันธบัตร/หุ้นกู้ภายในเวลาทำการธนาคาร
  • หากท่านเป็นผู้ขาย ทั้งในกรณีตราสารหนี้แบบมีใบพันธบัตร (Script) และตราสารหนี้แบบไร้ใบพันธบัตร (Scripless)
    • ผู้ขายที่อยู่ในเขตนครหลวงจะได้รับเงินค่าขายพันธบัตรภายใน 3 วันทำการถัดไป
    • ผู้ขายที่อยู่ในเขตต่างจังหวัดจะได้รับเงินค่าขายพันธบัตรภายใน 5 วันทำการถัดไป
  • กรณีหุ้นกู้ท่านจะได้รับเงินค่าขายหุ้นกู้หลังจากธนาคารได้รับโอนหลักทรัพย์แล้ว


วิธีการชำระเงิน ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ขาย
ท่านสามารถชำระค่าตราสารหนี้ได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • เงินสด
  • เงินโอนจากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้กับธนาคาร
  • เช็คบุคคลหรือแคชเชียร์เช็คของธนาคารอื่น สั่งจ่ายธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ต้องชำระก่อน 14.00 น.
  • เช็คบุคคลหรือแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงเทพ สั่งจ่ายธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ต้องชำระก่อน 15.30 น.
  • ผ่านระบบบาทเนต


วิธีการชำระเงิน ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ซื้อ
ท่านจะได้รับชำระเงินด้วยวิธีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของท่านที่เปิดไว้กับธนาคารกรุงเทพ

หมายเหตุ: ในกรณีที่ได้กำไรจากการขายตราสารหนี้ ผู้ขายจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 จากส่วนต่างระหว่างราคาขายและต้นทุน ในกรณีที่ซื้อตราสารหนี้แบบส่วนลด ผู้ซื้อจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของส่วนลด

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และผู้ลงทุนต้องรับผิดชอบข้อมูล และให้ข้อมูลที่เป็นจริงเพื่อประกอบการรับบริการและคำแนะนำการลงทุน

ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยหรือราคาของตราสารหนี้
เป็นความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดอาจเปลี่ยนแปลงไปหลังจากซื้อตราสารหนี้ ราคาของตราสารหนี้จะเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกับข้ามกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด นั่นหมายความว่าราคาของตราสารหนี้จะลดลง เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น และราคาของตราสารหนี้จะเพิ่มขึ้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง ดังนั้น หากผู้ถือครองขายตราสารหนี้ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเมื่อซื้อตราสารหนี้ เขาจะได้กำไรจากการขายตราสารหนี้นั้น แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เขาก็จะขาดทุนจากการขายตราสารหนี้

ความเสี่ยงจากการผิดสัญญา
เป็นความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นตามที่กำหนดไว้ในตราสารหนี้นั้น อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับความน่าเชื่อถือในตราสารหนี้สามารถใช้เป็นตัวชี้นำถึงระดับความเสี่ยงได้

ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง
เป็นความเสี่ยงในการซื้อขายตราสารหนี้ในจังหวะเวลาและราคาที่เหมาะสมได้ ความเสี่ยงนี้มักจะเกิดกับหุ้นกู้ภาคเอกชนมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากหุ้นกู้มีสัดส่วนการออกในตลาดแรกและการซื้อขายในตลาดรองน้อยกว่าพันธบัตรรัฐบาล

ศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับตราสารหนี้

ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตราสารหนี้ได้จากประมวลคำศัพท์เกี่ยวกับตราสารหนี้ที่เราจัดทำขึ้น หรือชมเว็บไซต์ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยได้ที่ www.thaibma.or.th

พันธบัตรหรือหุ้นกู้ภาครัฐ (Bond)
พันธบัตรหรือหุ้นกู้คือตราสารแห่งหนี้ระยะยาวซึ่งผู้ออกมีข้อผูกพันตามกฎหมายที่จะชำระดอกเบี้ยและเงินต้นแก่ผู้ซื้อตามเวลาที่กำหนด โดยทั่วไป ตราสารหนี้จะกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนไว้แตกต่างกันไป เช่น 5 ปี 10 ปี หรือนานกว่านั้น

ดอกเบี้ย (Coupon)
ดอกเบี้ยซึ่งจ่ายให้กับผู้ถือกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้เป็นงวดตลอดอายุของตราสารหนี้เพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับการนำเงินมาลงทุน การกำหนดอัตราดอกเบี้ยจะกำหนดเป็นร้อยละต่อปีจากราคาที่ตราไว้ การจ่ายดอกเบี้ยในประเทศไทยส่วนใหญ่จะจ่ายเป็นงวดทุก 6 เดือนหรือ 1 ปี

หุ้นกู้ภาคเอกชน (Debenture)
หุ้นกู้ภาคเอกชนมีลักษณะเป็นตราสารหนี้ประเภทหนึ่ง ซึ่งแบ่งเป็นหน่วยๆ แต่ละหน่วยมีมูลค่าเท่ากันและกำหนดประโยชน์ตอบแทนไว้เป็นการล่วงหน้าในอัตราเท่ากันทุกหน่วย หุ้นกู้บางอย่างสามารถแลกเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญได้

ความเสี่ยงจากการผิดสัญญา
คือความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้จะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นของตราสารหนี้นั้นได้ นักลงทุนสามารถดูจากอันดับความน่าเชื่อถือเพื่อคาดการณ์ถึงความเสี่ยงชนิดนี้ของผู้ออกตราสารหนี้แต่ละรายได้

ราคาที่ตราไว้ (Face Value)
จำนวนเงินที่จะจ่ายให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์เมื่อครบกำหนดอายุของตราสารหนี้

ผู้ออกตราสารหนี้ (Issuer)
ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอขายตราสารหนี้ หรือเอกสารทางการเงินอื่นๆ ของตน อาจเป็นบริษัท รัฐบาล หรือองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย

สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง (Liquid Asset)
สินทรัพย์ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย

วันที่ครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date)
วันที่ครบกำหนดชำระคืนเงินต้นสำหรับหนี้สิน หรือตราสารทางการเงินอื่นๆ

การเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) II/HNW
เป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ให้กับนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ ตามนิยามที่สำนักงานคณะกรรมการ กลต. กำหนดไว้

การเสนอขายสำหรับประชาชนทั่วไป (Public Offering)
เป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ให้กับประชาชนภายใต้ข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการ กลต. ข้อกำหนดสำคัญคือหลักทรัพย์นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือและผ่านการพิจารณาอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการ กลต. แล้ว

การไถ่ถอนตราสารหนี้ (Redemption)
ในกรณีที่ไม่มีการไถ่ถอนก่อนกำหนด วันไถ่ถอนจะเป็นวันเดียวกับวันครบกำหนดอายุ

สำนักทะเบียนพันธบัตร (Registrar)
หน่วยงานกลางที่มีหน้าที่จัดเก็บทะเบียนข้อมูลของผู้ถือครองเอกสารทางการเงิน

ตลาดรอง (Secondary Market)
แหล่งกลางสำหรับการซื้อขายเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของตราสารหนี้ที่ได้ผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว

ใบพันธบัตร (Script)
เอกสารซึ่งออกให้ผู้ถือครองตราสารหนี้หรือเอกสารทางการเงินอื่นๆ

ธุรกรรมของพันธบัตรชนิดจดบัญชี (Scripless Transaction)
การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจะไม่มีการออกเอกสารรับรองที่เป็นกระดาษ

ระยะเวลาครบกำหนด (Tenor)
อายุของตราสารหนี้

ผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย (Underwriter)
ตัวแทนจัดจำหน่ายตราสารหนี้ที่ออกใหม่ ซึ่งเป็นผู้กำหนดราคาให้สอดคล้องตามภาวะของตลาดให้กับผู้ออกตราสารนั้นก่อนที่จะแนะนำให้กับนักลงทุน

อัตราผลตอบแทน (Yield)
ผลตอบแทนจากการลงทุน คิดเป็นร้อยละของราคา ในกรณีของตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนจะเปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ยในตลาด
ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตราสารหนี้ภาครัฐ และตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยตราสารหนี้ภาครัฐ ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณร้อยละ 75 ของตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทย

ตราสารหนี้ภาครัฐ

  • พันธบัตรรัฐบาล
    พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยกระทรวงการคลัง สามารถแบ่งได้เป็น พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม และพันธบัตรออมทรัพย์ พันธบัตรในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรเพื่อการกู้ยืม ซึ่งออกมาเพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณการเงิน ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

  • พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE)
    พันธบัตรรัฐวิสาหกิจเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่จะได้รับการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐวิสาหกิจจะขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยง ระยะเวลากำหนดไถ่ถอน และอัตราดอกเบี้ยของตลาดเงินในขณะนั้น โดยปกติ พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรุ่นที่มีอายุคงเหลือสั้น และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันจะมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและพันธบัตรรัฐบาล


ตราสารหนี้ภาคเอกชน
การออกหุ้นกู้ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมของบริษัทเอกชน และมักจะขายหมดภายในเวลาไม่กี่วัน เนื่องจากผู้ที่กู้เงินผ่านตลาดซื้อขายตราสารหนี้ คือ บริษัท มิใช่ภาครัฐ หรือธนาคาร ดังนั้น ความมั่นคงของเงินกู้จำนวนนั้นจึงขึ้นอยู่กับความมั่นคงของบริษัท โดยไม่มีการประกันทั้งจากธนาคารและรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจะพบว่าหุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่า

ตราสารหนี้ภาครัฐมีประโยชน์อะไรบ้าง

  • เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการลงทุน
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการทำสัญญาของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ เช่น สัมปทานก่อสร้างถนนของ หน่วยงานเทศบาล การประกันการใช้ไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สัญญาเช่าสายโทรศัพท์กับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ฯลฯ
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับเปิดบัญชีที่อนุญาตให้เบิกเกินบัญชีกับธนาคารพาณิชย์
  • เป็นหลักทรัพย์ประกันตัวสำหรับใช้ในศาลหรือสถานีตำรวจ
  • เป็นทุนสำรองตามข้อกำหนดของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงิน
  • เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืมของสถาบันการเงินในตลาดซื้อคืนพันธบัตร และวงเงินสภาพคล่อง ระหว่างวัน

  • ผู้รับดอกเบี้ยจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ในขณะเดียวกันผู้ซื้อตราสารหนี้ในราคาส่วนลด (ต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของส่วนลดด้วย เพราะถือว่าเป็นเงินได้จากดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน
  • ส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคาซื้อ ผู้ขายจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคาซื้อตราสารหนี้ในกรณีที่มีกำไร

การซื้อขายตราสารหนี้ส่วนใหญ่ ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยใช้วิธีแจ้งราคาและสั่งซื้อขายทางโทรศัพท์ แต่หากลงทุนผ่านธนาคารกรุงเทพ ท่านจะมีทางเลือกมากขึ้นในการติดตามราคาซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ในแต่ละวันจากเว็บไซต์ของธนาคาร หรือติดต่อโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงเทพสาขาใดก็ได้

เงื่อนไขการให้บริการ

  1. ข้อจำกัดการลงทุนในตราสารหนี้ เป็นไปตามข้อกำหนดในหนังสือชี้ชวนของตราสารแต่ละรุ่น เช่น จำกัดจำนวนผู้ซื้อ จำกัดประเภทผู้ซื้อ เป็นต้น
  2. จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ
    • พันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ 500 หน่วย หรือ 500,000 บาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 100 หน่วย หรือ 100,000 บาท
    • หุ้นกู้ 1,000 หน่วย หรือ 1 ล้านบาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 100 หน่วย หรือ 100,000 บาท
  3. เอกสารที่ต้องแสดง
    • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 2 ฉบับ
    • สำเนาสมุดบัญชีคู่ฝาก 1 ฉบับ
    • ใบพันธบัตร /ใบหุ้นกู้ (กรณีลูกค้าขาย)

      ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องในสำเนาเอกสารทุกฉบับ


นอกจากเอกสารดังกล่าวข้างต้น ผู้ที่จะทำธุรกรรมจะต้องให้เอกสารและข้อมูลต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น เอกสารแสดงตนของผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง และ/หรือยินยอมให้ข้อมูลตามแบบประเมินระดับความเสี่ยงในการลงทุนที่เหมาะสม เป็นต้น

กรณีซื้อตราสารหนี้แบบมีใบพันธบัตร (Script)/ใบหุ้นกู้
จะได้รับหลักฐานการสั่งซื้อ โดยธนาคารจะจัดส่งใบพันธบัตรตัวจริงให้ภายใน 2 สัปดาห์/ใบหุ้นกู้ได้รับภายใน 30 วัน

กรณีซื้อตราสารหนี้แบบไร้ใบพันธบัตร (Scripless)
ในวันที่ลูกค้าติดต่อธนาคารเพื่อซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ลูกค้าจะต้องลงทะเบียนกับธนาคารเพื่อรับสมุดพันธบัตร ซึ่งจะสามารถใช้ในการซื้อ/ขายพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลังแบบไร้ใบได้ทุกรุ่น

การรับดอกเบี้ย
นายทะเบียนจะโอนดอกเบี้ยเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ถือกรรมสิทธิ์ (ยกเว้น บัญชีประเภทเงินฝากประจำ และประเภทออมทรัพย์พิเศษ)

หมายเหตุ: ดอกเบี้ยจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 สำหรับบุคคลธรรมดา

กระบวนการซื้อขาย

  • ท่านสามารถติดต่อซื้อ/ขายตราสารหนี้กับสาขาของธนาคาร
  • หากท่านเป็นผู้ซื้อท่านจะต้องชำระเงินค่าซื้อพันธบัตร/หุ้นกู้ภายในเวลาทำการธนาคาร
  • หากท่านเป็นผู้ขาย ทั้งในกรณีตราสารหนี้แบบมีใบพันธบัตร (Script) และตราสารหนี้แบบไร้ใบพันธบัตร (Scripless)
    • ผู้ขายที่อยู่ในเขตนครหลวงจะได้รับเงินค่าขายพันธบัตรภายใน 3 วันทำการถัดไป
    • ผู้ขายที่อยู่ในเขตต่างจังหวัดจะได้รับเงินค่าขายพันธบัตรภายใน 5 วันทำการถัดไป
  • กรณีหุ้นกู้ท่านจะได้รับเงินค่าขายหุ้นกู้หลังจากธนาคารได้รับโอนหลักทรัพย์แล้ว


วิธีการชำระเงิน ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ขาย
ท่านสามารถชำระค่าตราสารหนี้ได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • เงินสด
  • เงินโอนจากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้กับธนาคาร
  • เช็คบุคคลหรือแคชเชียร์เช็คของธนาคารอื่น สั่งจ่ายธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ต้องชำระก่อน 14.00 น.
  • เช็คบุคคลหรือแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงเทพ สั่งจ่ายธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ต้องชำระก่อน 15.30 น.
  • ผ่านระบบบาทเนต


วิธีการชำระเงิน ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ซื้อ
ท่านจะได้รับชำระเงินด้วยวิธีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของท่านที่เปิดไว้กับธนาคารกรุงเทพ

หมายเหตุ: ในกรณีที่ได้กำไรจากการขายตราสารหนี้ ผู้ขายจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 จากส่วนต่างระหว่างราคาขายและต้นทุน ในกรณีที่ซื้อตราสารหนี้แบบส่วนลด ผู้ซื้อจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของส่วนลด

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และผู้ลงทุนต้องรับผิดชอบข้อมูล และให้ข้อมูลที่เป็นจริงเพื่อประกอบการรับบริการและคำแนะนำการลงทุน

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยหรือราคาของตราสารหนี้
เป็นความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดอาจเปลี่ยนแปลงไปหลังจากซื้อตราสารหนี้ ราคาของตราสารหนี้จะเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกับข้ามกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด นั่นหมายความว่าราคาของตราสารหนี้จะลดลง เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น และราคาของตราสารหนี้จะเพิ่มขึ้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง ดังนั้น หากผู้ถือครองขายตราสารหนี้ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเมื่อซื้อตราสารหนี้ เขาจะได้กำไรจากการขายตราสารหนี้นั้น แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เขาก็จะขาดทุนจากการขายตราสารหนี้

ความเสี่ยงจากการผิดสัญญา
เป็นความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นตามที่กำหนดไว้ในตราสารหนี้นั้น อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับความน่าเชื่อถือในตราสารหนี้สามารถใช้เป็นตัวชี้นำถึงระดับความเสี่ยงได้

ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง
เป็นความเสี่ยงในการซื้อขายตราสารหนี้ในจังหวะเวลาและราคาที่เหมาะสมได้ ความเสี่ยงนี้มักจะเกิดกับหุ้นกู้ภาคเอกชนมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากหุ้นกู้มีสัดส่วนการออกในตลาดแรกและการซื้อขายในตลาดรองน้อยกว่าพันธบัตรรัฐบาล

ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตราสารหนี้ได้จากประมวลคำศัพท์เกี่ยวกับตราสารหนี้ที่เราจัดทำขึ้น หรือชมเว็บไซต์ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยได้ที่ www.thaibma.or.th

พันธบัตรหรือหุ้นกู้ภาครัฐ (Bond)
พันธบัตรหรือหุ้นกู้คือตราสารแห่งหนี้ระยะยาวซึ่งผู้ออกมีข้อผูกพันตามกฎหมายที่จะชำระดอกเบี้ยและเงินต้นแก่ผู้ซื้อตามเวลาที่กำหนด โดยทั่วไป ตราสารหนี้จะกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนไว้แตกต่างกันไป เช่น 5 ปี 10 ปี หรือนานกว่านั้น

ดอกเบี้ย (Coupon)
ดอกเบี้ยซึ่งจ่ายให้กับผู้ถือกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้เป็นงวดตลอดอายุของตราสารหนี้เพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับการนำเงินมาลงทุน การกำหนดอัตราดอกเบี้ยจะกำหนดเป็นร้อยละต่อปีจากราคาที่ตราไว้ การจ่ายดอกเบี้ยในประเทศไทยส่วนใหญ่จะจ่ายเป็นงวดทุก 6 เดือนหรือ 1 ปี

หุ้นกู้ภาคเอกชน (Debenture)
หุ้นกู้ภาคเอกชนมีลักษณะเป็นตราสารหนี้ประเภทหนึ่ง ซึ่งแบ่งเป็นหน่วยๆ แต่ละหน่วยมีมูลค่าเท่ากันและกำหนดประโยชน์ตอบแทนไว้เป็นการล่วงหน้าในอัตราเท่ากันทุกหน่วย หุ้นกู้บางอย่างสามารถแลกเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญได้

ความเสี่ยงจากการผิดสัญญา
คือความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้จะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นของตราสารหนี้นั้นได้ นักลงทุนสามารถดูจากอันดับความน่าเชื่อถือเพื่อคาดการณ์ถึงความเสี่ยงชนิดนี้ของผู้ออกตราสารหนี้แต่ละรายได้

ราคาที่ตราไว้ (Face Value)
จำนวนเงินที่จะจ่ายให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์เมื่อครบกำหนดอายุของตราสารหนี้

ผู้ออกตราสารหนี้ (Issuer)
ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอขายตราสารหนี้ หรือเอกสารทางการเงินอื่นๆ ของตน อาจเป็นบริษัท รัฐบาล หรือองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย

สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง (Liquid Asset)
สินทรัพย์ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย

วันที่ครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date)
วันที่ครบกำหนดชำระคืนเงินต้นสำหรับหนี้สิน หรือตราสารทางการเงินอื่นๆ

การเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) II/HNW
เป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ให้กับนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ ตามนิยามที่สำนักงานคณะกรรมการ กลต. กำหนดไว้

การเสนอขายสำหรับประชาชนทั่วไป (Public Offering)
เป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ให้กับประชาชนภายใต้ข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการ กลต. ข้อกำหนดสำคัญคือหลักทรัพย์นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือและผ่านการพิจารณาอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการ กลต. แล้ว

การไถ่ถอนตราสารหนี้ (Redemption)
ในกรณีที่ไม่มีการไถ่ถอนก่อนกำหนด วันไถ่ถอนจะเป็นวันเดียวกับวันครบกำหนดอายุ

สำนักทะเบียนพันธบัตร (Registrar)
หน่วยงานกลางที่มีหน้าที่จัดเก็บทะเบียนข้อมูลของผู้ถือครองเอกสารทางการเงิน

ตลาดรอง (Secondary Market)
แหล่งกลางสำหรับการซื้อขายเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของตราสารหนี้ที่ได้ผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว

ใบพันธบัตร (Script)
เอกสารซึ่งออกให้ผู้ถือครองตราสารหนี้หรือเอกสารทางการเงินอื่นๆ

ธุรกรรมของพันธบัตรชนิดจดบัญชี (Scripless Transaction)
การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจะไม่มีการออกเอกสารรับรองที่เป็นกระดาษ

ระยะเวลาครบกำหนด (Tenor)
อายุของตราสารหนี้

ผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย (Underwriter)
ตัวแทนจัดจำหน่ายตราสารหนี้ที่ออกใหม่ ซึ่งเป็นผู้กำหนดราคาให้สอดคล้องตามภาวะของตลาดให้กับผู้ออกตราสารนั้นก่อนที่จะแนะนำให้กับนักลงทุน

อัตราผลตอบแทน (Yield)
ผลตอบแทนจากการลงทุน คิดเป็นร้อยละของราคา ในกรณีของตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนจะเปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ยในตลาด
Tips/Useful Info

ศูนย์ข้อมูลและการซื้อขายของธนาคารกรุงเทพ

ค้าเงินตราต่างประเทศ
(66) 0-2021-1300

 

ตราสารหนี้
(66) 0-2021-1009

 

ตลาดเงิน
(66) 0-2021-1221

Quick Access
News
Tweet this! Share on Facebook
พร้อมเพย์  Bualuang GetMoneyMoney TutorAEC ConnectYour Security FirstBualuang Phone
Submit