Online Banking
ลูกค้าบุคคล
- บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง
- บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง
- บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง
- โมบายแบงก์กิ้ง
- โมบายแบงก์กิ้ง
- โมบายแบงก์กิ้ง
- บัวหลวง ไอฟันด์


สารคดีทางโทรทัศน์ที่ส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี
ให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน
สารคดีทางโทรทัศน์ที่ส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีมาเกือบสามทศวรรษ และยังคงสืบสานเจตนารมณ์ต่อไป
เป็นเวลา 30 ปีแล้วที่สารคดีสั้นทางโทรทัศน์ในชื่อ ‘เพื่อนคู่คิด’ ของธนาคารกรุงเทพได้มีส่วนสนับสนุนภาคธุรกิจ เอสเอ็มอีให้เจริญก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการของเอสเอ็มอีที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นได้ขยายตลาดและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารยังมุ่งหวังให้เรื่องราวเกี่ยวกับความสำเร็จและการพัฒนาธุรกิจในเชิงนวัตกรรมที่สะท้อนผ่านสารคดีเพื่อนคู่คิดในแต่ละตอน ช่วยจุดประกายความคิดให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ นำไปประยุกต์ใช้ในกิจการของตนและพัฒนาต่อยอดเพื่อความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป
ธนาคารกรุงเทพเริ่มทำการผลิตและเผยแพร่รายการเพื่อนคู่คิดในปี 2532 และดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งพัฒนาเนื้อหาและรูปแบบรายการให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางธุรกิจ เศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา จนเป็นที่ยอมรับจากสาธารณชนอย่างกว้างขวางในฐานะรายการโทรทัศน์ที่มีสาระประโยชน์สำหรับผู้ชมทุกกลุ่ม นอกเหนือจากผู้ประกอบการ ดังจะเห็นได้จากการได้รับรางวัลที่สำคัญเช่นรางวัลโทรทัศน์ทองคำ ประเภทส่งเสริมอาชีพดีเด่นประจำปี 2540 จากชมรมส่งเสริมโทรทัศน์ มูลนิธิจำนง รังสิกุลและสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
รายการเพื่อนคู่คิดเป็นหนึ่งในหลากหลายโครงการและกิจกรรมที่ธนาคารกรุงเทพดำเนินการภายใต้นโยบายที่มุ่งสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจไทย ให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน
ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ทางช่อง 3 HD หมายเลข 33 เวลา 08.22 น.

วันที่ 5 มี.ค. 69 ตอน บ้านวสุนธารา โอมากาเสะดอกไม้ ศิลปะกินได้ดีต่อสุขภาพ
วันที่ 6 มี.ค. 69 ตอน จันทราบุรี สาหร่ายผักกาดทะเลแปรรูป ทางเลือกใหม่สายสุขภาพ
ใบสมัครออกรายการ ‘เพื่อนคู่คิด’
ผู้ประกอบการที่สนใจร่วมออกอากาศรายการเพื่อนคู่คิด สามารถ ดาวน์โหลดใบสมัคร พร้อมกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน และส่งกลับมาที่คุณปิ่นปินัทธ์ พัฒนจันหอมทางอีเมล: Pinpinat.Pattanachunhom@bangkokbank.com
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดต่อขอข้อมูลได้ที่
ฝ่ายการประชาสัมพันธ์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 333 ถนนสีลม กรุงเทพฯ 10500
ช่องทางอื่นๆ ที่สามารถรับชมรายการย้อนหลัง หรือรับชมข้อมูลเพิ่มเติมของรายการ
Facebook Fanpage: รายการเพื่อนคู่คิด
YouTube Channel: เพื่อนคู่คิด โดย ธนาคารกรุงเทพ
Tik Tok: เพื่อนคู่คิด
บ้านวสุนธารา อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ นำเสนอประสบการณ์โอมากาเสะแนวใหม่ที่เสิร์ฟ "พลังจากธรรมชาติ" ผ่านดอกไม้กินได้และวัตถุดิบออร์แกนิก 100 เปอร์เซ็นต์ จากสวนเกษตรอินทรีย์ขนาด 14 ไร่ ซึ่งเน้นให้บริการเพียงวันละ 1 โต๊ะ เพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุดและสุนทรียภาพในการรับประทานอาหาร
วิลาศ จุลกัลป์ เจ้าของแบรนด์ บ้านวสุนธารา จากจุดเริ่มต้นที่ต้องการสร้าง "ตู้กับข้าวปลอดภัย" ให้ครอบครัว ทั้งทำนา ปลูกผัก และเลี้ยงสัตว์ด้วยตัวเอง สู่การยกระดับเกษตรอินทรีย์ที่เสิร์ฟความคิดถึงจากดินสู่จานด้วยเมนู Chef's Table ผ่านแนวคิด “โอมากาเสะดอกไม้” ที่หยิบเอาดอกไม้กินได้และวัตถุดิบในฟาร์มตามฤดูกาล มารังสรรค์เป็นเมนูสุดประณีต เพื่อมอบประสบการณ์ Slow Life ที่ดีต่อกายและใจอย่างแท้จริง โดยดอกไม้และพืชผักพื้นบ้านที่นำมาปรุงอาหารทั้งหมดนั้น มีมากกว่า 30 ชนิด โดยชนิดของดอกไม้จะผลัดเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เพื่อให้ได้ความสดใหม่และรสชาติดีที่สุด
บ้านวสุนธารา ยกระดับการรับประทานอาหารให้กลายเป็นนิยามใหม่ของการพักผ่อนภายใต้คอนเซ็ปต์ “นั่งกิน นอนกิน” ท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว ด้วยการเปิดรับลูกค้าเพียง 1 โต๊ะต่อวัน (จำนวน 1 - 10 คน) พร้อมมอบความพิเศษด้วยศิลปะการกินที่เชื่อมโยงกับฤดูกาล โดยแต่ละคอร์สจะเสิร์ฟอาหารประมาณ 5- 6 เมนู อาทิ
สำหรับ ‘บ้านวสุนธารา’ ยอดจองที่เต็มทุกวันหรือรายได้ที่เข้ามา อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความภาคภูมิใจ แต่คือการได้เห็นผู้คนได้รับประทานอาหารที่ปลอดภัย ได้ลงมือทำในสิ่งที่รัก และได้กลับมาใช้ชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติอีกครั้ง ที่นี่…เปรียบเสมือนพื้นที่เล็ก ๆ ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า "การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน" ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และความสุขที่แท้จริงอาจเริ่มต้นจากแปลงผักหลังบ้านและการมีสุขภาพที่ดี
#เพื่อนคู่คิดธุรกิจคิดดี
#GoodBusinessForBetterLiving
Facebook: https://www.facebook.com/wasuntharaeaterfarm
รับชมรายการ: บ้านวสุนธารา | โอมากาเสะดอกไม้ ศิลปะกินได้ดีต่อสุขภาพ
จันทราบุรี นวัตกรรมที่เปลี่ยน ‘สาหร่ายผักกาดทะเล’ ท้องถิ่น ให้กลายเป็นขุมทรัพย์แห่งสุขภาพ Superfood ทางเลือกใหม่สายพันธุ์ไทยที่ให้โปรตีนสูงกว่าไข่ไก่ถึง 3 เท่า ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติและคุณค่าทางอาหาร แต่คือการส่งคืนความยั่งยืนกลับสู่ธรรมชาติและชุมชน
สุภิดา ลิ้นทอง เจ้าของแบรนด์ ‘จันทราบุรี’ และประธานวิสาหกิจชุมชนปากน้ำแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการขับเคลื่อนชุมชนให้เป็นต้นแบบด้านนวัตกรรมจากท้องถิ่น ด้วยการเพาะเลี้ยงและแปรรูปสาหร่ายผักกาดทะเล ภายใต้โมเดลธุรกิจแบบ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่เปลี่ยนทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง
จุดเริ่มต้นของ ‘จันทราบุรี’ ไม่ได้เริ่มจากธุรกิจ แต่เริ่มจากความตั้งใจที่จะรักษา ‘ภูมิปัญญาแห่งปากน้ำแหลมสิงห์’ แหล่งทรัพยากรทางทะเลที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของชายฝั่งทะเลตะวันออก โดยเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของคนในชุมชนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จนเกิดเป็นโมเดล Zero Waste ที่สมบูรณ์แบบ ด้วยการนำทุกส่วนของ ‘ปลานวลจันทร์ทะเล’ มาสร้างคุณค่า ก่อนต่อยอดสู่ ‘น้ำหมักชีวภาพ’ สูตรพิเศษ เพื่อใช้เป็นสารอาหารบริสุทธิ์ในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเล ภายใต้การสนับสนุนองค์ความรู้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน ฯ
จันทราบุรี มีกระบวนการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลอย่างเป็นระบบ ควบคุมปัจจัยการเติบโตอย่างแม่นยำ ด้วยค่าความเค็มน้ำ 25 – 30 PPT และการจัดการระบบหมุนเวียนน้ำรายสัปดาห์ พร้อมแสงแดดที่เหมาะสม ส่งผลให้สาหร่ายเติบโตสมบูรณ์และพร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตในเวลาเพียง 21 วัน
จากสาหร่ายสดราคา 500 บาทต่อกิโลกรัม สู่การแปรรูปเป็นสาหร่ายแห้งที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงถึง 5,000 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนถึงคุณภาพและความเข้มข้นของสารอาหารที่ได้รับ ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุขภาพ เช่น ผงสาหร่ายบริสุทธิ์ บะหมี่สาหร่าย และเส้นพาสต้าสูตรพิเศษ ทุกผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อย. มั่นใจได้ในความปลอดภัยและคุณค่าทางโภชนาการ
เป้าหมายสำคัญของวิสาหกิจชุมชนจันทราบุรี คือ การยกระดับอัตลักษณ์แห่งท้องถิ่นสู่ตลาดสากล ผ่านกลยุทธ์ ‘Digital Transformation’ ที่ขยายโอกาสจากหน้าร้านออฟไลน์สู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อส่งมอบอาหารท้องถิ่นคุณภาพสูงถึงมือผู้บริโภคในวงกว้าง โดยมุ่งมั่นสร้าง ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)’ ที่เข้มแข็ง ผ่านการส่งต่อรายได้และโอกาสกลับคืนสู่ ‘คนต้นน้ำ’ ในชุมชนปากน้ำแหลมสิงห์ พร้อมผลักดันทรัพยากรไทยสู่การเป็นอาหารสุขภาพที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน
#เพื่อนคู่คิดธุรกิจคิดดี
#GoodBusinessForBetterLiving
Facebook: https://www.facebook.com/ChantraburiPaknamlaemsing
รับชมรายการ: จันทราบุรี | สาหร่ายผักกาดทะเลแปรรูป ทางเลือกใหม่สายสุขภาพ
Wisdomative นักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญด้านหัตถกรรมที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่นกว่า 40 ชุมชนทั่วไทย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าและงานคราฟต์พื้นบ้าน โดยนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาผสมผสานกับดีไซน์ร่วมสมัย สร้างสรรค์เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ตลาดปัจจุบัน ช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชน
ศักดิ์สิทธิ์ ภัทรประกฤต Creative Director และผู้ร่วมก่อตั้ง Wisdomative เล่าว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์เกิดจากการมองเห็นปัญหาของงานหัตถกรรมไทยที่ไม่ปรับตัวตามยุคสมัย ผู้รักษาหรือผู้สืบทอดมีอายุเฉลี่ย 60 - 80 ปี ทำให้คาดการณ์ว่าภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าเหล่านี้ มีแนวโน้มจะสูญหายไปในอีก 30 ปีข้างหน้า ทีม ฯ จึงสร้าง “กระบวนการทำงานร่วมกับชุมชน” ชื่อว่า ‘Wisdomative Canvas’ ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ออกแบบวิธีคิด ขั้นตอนการทำงาน ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เพื่อให้เกิดการสานต่อและทำให้ภูมิปัญญาของชุมชนอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน
หน้าที่ของ Wisdomative คือ ตัวกลางที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาชุมชนกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยนำองค์ความรู้ท้องถิ่นมาออกแบบตั้งแต่ลวดลาย เนื้อผ้า ไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป พร้อมฝึกสอนและพัฒนาศักยภาพช่างฝีมือท้องถิ่น ให้เข้าใจและสามารถสร้างมูลค่าให้สินค้าหัตถกรรมดูทันสมัยและใช้งานได้จริง
ปัจจุบัน Wisdomative ทำงานร่วมกับชุมชนกว่า 40 แห่ง เก็บรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นกว่า 400 ภูมิปัญญาทั่วประเทศ โดยหนึ่งในตัวอย่างชุมชนต้นแบบ คือ ชุมชนบ้านกกบก อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ที่มีจุดเด่นด้านการปลูกฝ้ายพื้นเมืองอินทรีย์ (สีขาวและสีน้ำตาล) ปั่นฝ้ายเองด้วยกระบวนการฝ้ายเข็นมือ ที่ทำให้เส้นใยมีความนุ่มพิเศษ และทำเส้นใยเองทุกขั้นตอน ทั้งเส้นพุ่ง เส้นยืน สีย้อมผ้าธรรมชาติก็ได้มาจากต้นไม้และป่าของหมู่บ้าน ทั้งหมดคือกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ตลาด Green Product แต่สินค้าของชุมชนกลับขายได้ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับคุณค่าของชิ้นงาน
Wisdomative นำข้อดีและจุดเด่นนี้ มาตีโจทย์การทำงานใหม่ โดยชี้ให้ชุมชนเห็นถึงศักยภาพที่สามารถต่อยอดและสร้างสรรค์ผลงานที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อสร้างรายได้ที่มากขึ้นได้ โดยเริ่มจากออกแบบลวดลายผ้าใหม่ ๆ พร้อมกับพัฒนากระบวนการย้อมสีให้มีคุณภาพดีขึ้น จนชุมชนสามารถผลิตผ้าทอส่งลูกค้าในแต่ละปีได้ไม่ต่ำกว่าพันเมตร
ความตั้งใจและเป้าหมายของ ‘Wisdomative Canvas’ คือการที่ผู้คน ผู้ประกอบการ องค์กร หรือหน่วยงานภาครัฐที่จะเข้ามาทำงานร่วมกับชุมชน ได้มีความเข้าใจและทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้งานหัตถกรรมของไทยสามารถสร้างคุณค่าใหม่ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและเชิงเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
#เพื่อนคู่คิดธุรกิจคิดดี
#GoodBusinessForBetterLiving
Facebook: https://www.facebook.com/wisdomativeth
รับชมรายการ: https://youtu.be/Wtw5OmAwJKA
#เพื่อนคู่คิดธุรกิจคิดดี
#GoodBusinessForBetterLiving
Facebook: https://www.facebook.com/PapaPineappleFarmAndCafe
รับชมรายการ: https://youtu.be/brvUCfcA4dQ
ผ้าปัก by นิธี งานปักผ้าที่เปลี่ยนชีวิตของกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนและผู้ต้องขังในเรือนจำกลางจังหวัดเชียงราย ให้กลับมามีคุณค่าและสร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ผ่านงานหัตถกรรมที่เชื่อว่าทุกคนเป็น ‘ศิลปิน’ ได้ หากมีความตั้งใจ พยายามเรียนรู้และฝึกฝน จนได้งานผ้าปักด้วยมือที่ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ โดดเด่นด้วยลวดลายธรรมชาติที่สะท้อนวิถีชีวิตท้องถิ่น
นิธี สุธรรมรักษ์ (ป้านิ) เจ้าของแบรนด์ ผ้าปัก by นิธี เล่าว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์เกิดจากการเรียนรู้งานผ้าปักจากคุณแม่มาตั้งแต่วัยเด็ก แต่เมื่อสังเกตตลาดงานผ้าปักของไทยก็พบว่า ส่วนใหญ่ขายไม่ได้ราคา ทั้ง ๆ ที่เป็นงานฝีมือที่ต้องอาศัยความชำนาญและระยะเวลาค่อนข้างนานกว่าจะได้ผลงานสักชิ้น จึงเกิดแรงบันดาลใจคิดปรับรูปแบบและลวดลายงานปักผ้าให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย พร้อมก่อตั้ง ‘กลุ่มผ้าปักมือบ้านสันกอง’ ขึ้น เพื่อยกระดับมูลค่างานฝีมือและสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน รวมถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในเรือนจำกลางเชียงรายทั้งชายและหญิง จำนวนกว่า 100 ราย
ผ้าปัก by นิธี มีแนวทางการทำงานของกลุ่ม โดยเริ่มจากการถ่ายทอดความรู้และทักษะการปักผ้า ตั้งแต่การเลือกโทนสีของเส้นด้าย วิธีการปัก โดยเทคนิคของป้านิจะใช้เส้นด้ายขนาดเล็กที่ผ่านการรูดด้วยเทียนไข เพื่อความคงทนและความสวยงามของชิ้นงาน โดยลวดลายปักส่วนใหญ่ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติและวิถีชีวิตท้องถิ่นรอบตัว เช่น ดอกไม้เมืองหนาว ไร่ชา และนาข้าว
จุดเปลี่ยนสำคัญของกลุ่มผ้าปักมือบ้านสันกอง คือ การได้เข้าร่วมโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ในปี พ.ศ. 2545 เป็นรุ่นแรกของโครงการฯ ได้รับเลือกให้เป็นสินค้า OTOP ระดับ 4 ดาว และนับเป็นครั้งแรกที่ได้นำผลงานไปจัดแสดงและจำหน่ายที่เมืองทองธานี ซึ่งโอกาสครั้งนี้ทำให้กลุ่มได้มีเงินทุนมาหมุนเวียน และได้เข้าร่วมอบรมด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่องทางการจัดจำหน่าย และการวิเคราะห์ความต้องการของตลาด ทำให้ป้านิเห็นแนวทางการแปรรูปผ้าปัก ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น เช่น กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า พวงกุญแจ
นอกจากนี้ กลุ่มผ้าปักมือบ้านสันกอง ยังได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมงาน “ไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย 2023” (Thailand Biennale, Chiang Rai 2023) ซึ่งเป็นงานที่จะจับคู่ศิลปินเข้ากับผู้ผลิตในชุมชน และผลงาน ‘In The Same Vein’ ของศิลปินหญิงชาวบังกลาเทศ ตาเยบา เบกัม ลิปี (Tayeba Begum Lipi) ซึ่งมีแรงบันดาลใจจากการเยี่ยมชมเชียงราย ถ่ายทอดภาพสามล้อ เกวียน จักรยานแบบท้องถิ่นบนพื้นหลังลายเส้นวัดวาอาราม ลงบนผืนผ้ายาว 13 เมตร สูง 3 เมตร โดยมีกลุ่มผ้าปักมือบ้านสันกอง นำทีมโดยป้านิและกลุ่มช่างปักจากเรือนจำกลางเชียงรายกว่า 30 ราย เป็นผู้ร่วมผลิตชิ้นงาน โดยใช้เวลากว่า 3 เดือน นับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ได้โชว์ความสามารถของช่างฝีมือหัตถกรรมไทยต่อสายตาชาวโลก
ความมุ่งหวังของผ้าปัก by นิธี คือ การทำภารกิจเปลี่ยนชีวิตของผู้คนด้วยการปักผ้า ทำให้กลุ่มคนที่อยู่ในสภาวะที่คิดว่าตนเองไร้ค่า ทั้งผู้สูงวัยที่อายุ 70 - 80 ปี กลุ่มผู้ต้องขังชาย - หญิงที่สูญสิ้นอิสรภาพ แต่งานปักผ้าช่วยเปลี่ยนความคิดและชีวิตของพวกเขาอีกครั้้ง นอกจากช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงแล้ว ยังทำให้คนทั่วไปยอมรับในฝีมือและมองเห็นคุณค่า ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ภูมิปัญญาการปักผ้าได้รับการสานต่อ และต่อยอดสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกใจกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น
#เพื่อนคู่คิดธุรกิจคิดดี
#GoodBusinessForBetterLiving
Facebook: https://www.facebook.com/PhapukByNithee
รับชมรายการ:https://youtu.be/0BF6xOOMY-c
ผลาผล ซอสมังคุดแบรนด์แรกของไทย ที่พัฒนาขึ้นจากของเหลือทิ้งในกระบวนการผลิตน้่ำมังคุด โดดเด่นด้วยรสชาติหวานอมเปรี้ยวและเนื้อสัมผัสที่เข้มข้นกว่าซอสพริกทั่วไป ตอบโจทย์พฤติกรรมการบริโภคของคนไทยที่ชื่นชอบ ‘น้ำจิ้ม’ เครื่องปรุงรสที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหารจานหลัก
วัฒนา ผลาผล เจ้าของแบรนด์ ผลาผล เริ่มต้นจากการรวมตัวกันก่อตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านปลายคลอง ตำบลคมบาง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ขึ้น เพื่อแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ โดยเฉพาะมังคุด ผลไม้เศรษฐกิจที่ขึ้นชื่อของเมืองจันท์ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่มีสวนมังคุดอายุร้อยปีอยู่หลายราย ซึ่งให้ผลผลิตที่เนื้อแน่น เปลือกบาง เมื่อถึงช่วงที่ผลผลิตออกเยอะ กลุ่มฯ ก็จะนำมังคุดตกเกรดที่เหลือจากขายผลสดมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เริ่มจากการทำมังคุดกวนและน้ำมังคุด 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในกระบวนการคั้นน้ำมังคุดนั้น จะยังคงมีเนื้อและน้ำมังคุดเหลืออยู่บางส่วน ซึ่งกากที่เหลือเหล่านี้ถูกนำไปทิ้งอย่างไร้ค่า
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านปลายคลองจึงร่วมมือกับนักวิจัยจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และเชฟท้องถิ่น เพื่อคิดค้นนวัตกรรมแปรรูปอาหารจากของเหลือทิ้งเหล่านี้ ให้กลับมามีมูลค่าและสร้างรายได้ให้ชุมชนอีกครั้ง จนสุดท้ายมาลงตัวที่ ‘ซอสมังคุด’ ซอสสารพัดจิ้ม รสชาติกลมกล่อม แบรนด์แรกของไทย
ซอสมังคุดผลาผล ผ่านขั้นตอนการผลิตที่ได้มาตรฐาน เก็บไว้ได้นาน 1 ปี รสชาติหวานอมเปรี้ยวและมีความเข้มข้นจากเนื้อมังคุดล้วน ๆ เหมาะสำหรับเป็นซอสจิ้มอเนกประสงค์ รับประทานคู่กับเมนูของทอด ชาบู หมูกระทะ หรืออาหารปิ้งย่างต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ทั้งน้ำพริกเผามังคุด น้ำพริกกุ้งกรอบมังคุด และน้ำปรุงผัดเส้นจันท์จากมังคุด
มากกว่าการสร้างรายได้ ผลาผล ยังมุ่งเน้นการเติบโตไปพร้อมกับชุมชน ตั้งแต่การรับซื้อวัตถุดิบในราคาที่เป็นธรรม ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต สะท้อนแนวคิดธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน แม้อาจเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ทุกก้าวล้วนสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อผู้บริโภคและชุมชนอย่างแท้จริง
#เพื่อนคู่คิดธุรกิจคิดดี
#GoodBusinessForBetterLiving
Facebook: https://www.facebook.com/profile.php?id=100070191520725&locale=th_TH
รับชมรายการ: https://youtu.be/BhGjlsfMu4E
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับท่าน และเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ตรงต่อความต้องการของท่านมากยิ่งขึ้น ท่านสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่
นโยบายการใช้คุกกี้
ตั้งค่าคุกกี้
ธนาคารใช้งานคุกกี้ประเภทจำเป็นถาวรเพื่อให้ท่านสามารถเข้าถึงข้อมูลและใช้งานเว็บไซต์ของธนาคารได้อย่างปลอดภัยและคุกกี้ประเภทการทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกเมื่อท่านกลับเข้ามาใช้งานเว็บไซต์อีกครั้ง นอกจากนี้ ธนาคารยังใช้คุกกี้ประเภทอื่น ได้แก่ คุกกี้ประเภทการวิเคราะห์ และคุกกี้ประเภทการโฆษณา ซึ่งหากท่านปิดการใช้งานอาจกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้ ดังนี้
ธนาคารใช้คุกกี้ประเภทนี้เพื่อวิเคราะห์หรือวัดผลการทำงานของเว็บไซต์ และเข้าใจถึงความสนใจของท่าน เพื่อนำไปบริหารจัดการ ปรับปรุง และพัฒนาเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้ อาจทำให้ธนาคารไม่ได้ปรับปรุงหรือพัฒนาเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับสถิติการใช้งานเว็บไซต์ที่แท้จริง
ธนาคารใช้คุกกี้ประเภทนี้เพื่อนำเสนอข้อมูลหรือโฆษณาให้เหมาะสมตรงตามความสนใจและความชื่นชอบของท่าน การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้ อาจทำให้ท่านไม่ได้รับข้อมูลที่เหมาะสมหรือตรงกับความต้องการของท่าน
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคาร”) ให้ความสำคัญในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของท่านและการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ธนาคารจึงจัดทำหนังสือนี้ เพื่อแจ้งให้ท่านทราบถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
1. ข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ธนาคารจะนำมาเก็บรวบรวมและใช้ ประกอบด้วย
1.1.ข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนท่านได้ ไม่ว่าทางตรง หรือ ทางอ้อม
(1) ข้อมูลส่วนตัว ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล เพศ วันเดือนปีเกิด ส่วนสูง น้ำหนัก ข้อมูลบนบัตรประจำตัวประชาชนหรือหนังสือเดินทาง เลขประจำตัวพนักงาน ข้อมูลบนบัตรประกันสังคม เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ข้อมูลบนทะเบียนบ้าน รูปถ่ายใบหน้า สัญชาติ ลายมือชื่อ ข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าออกประเทศ ประวัติการศึกษา ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงาน สถานภาพ สมาชิกภาพ ใบอนุญาตต่าง ๆ เช่น ใบอนุญาตทำงาน ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ใบอนุญาตในการประกอบอาชีพ
(2) ข้อมูลเกี่ยวกับการเงินและการทำธุรกรรม ได้แก่ รายได้ หมายเลขบัญชีเงินฝากที่ใช้สำหรับรับค่าจ้าง หมายเลขบัตรเครดิต ข้อมูลเกี่ยวกับการทำประกันผ่านธนาคาร ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน ความสามารถในการลงทุน ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด การถูกดำเนินคดี การถูกบังคับคดี ข้อมูลเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อสวัสดิการต่าง ๆ การวิเคราะห์ความเสี่ยงและความสามารถในการชำระหนี้ ข้อมูลการชำระหนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน ข้อมูลเกี่ยวกับการหักบัญชีสำหรับรับค่าจ้างเพื่อชำระหนี้ตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลหรือหน่วยงานของรัฐ ข้อมูลเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกหรือการถือหน่วยลงทุนหรือการดำเนินการใด ๆ กับกองทุน สมาคม องค์กร ชมรม มูลนิธิ
(3) ข้อมูลติดต่อ ได้แก่ ที่อยู่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail Address) หมายเลขโทรศัพท์ และข้อมูลผู้ติดต่อที่ท่านให้ไว้กับธนาคาร ชื่อหรือบัญชีสำหรับการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันหรือช่องทางดิจิทัล เช่น ไลน์ กูเกิล เฟซบุ๊ก ยูทูป ทวิตเตอร์ วอทส์-แอป หรือวีแชท
(4) ข้อมูลการปฏิบัติงานและการใช้งาน ได้แก่ ชื่อหรือรหัสสำหรับการใช้บริการ (Username) รหัสผ่านสำหรับการใช้บริการ (Password) ข้อมูลเกี่ยวกับการค้นหา สถิติการเข้าดู ระยะเวลาการใช้งานผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แพลตฟอร์ม แอปพลิเคชัน เวลาที่คลิกครั้งสุดท้าย (Timestamp of last click) รายการโปรด ข้อมูลถามตอบ ข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ (Log File) ข้อมูลการสื่อสาร ข้อมูลจากการติดต่อผ่านโทรศัพท์ ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ สื่อสังคมออนไลน์ ข้อมูลจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั้งในรูปแบบ เทปบันทึกเสียงหรือบันทึกการทำรายการ ภาพถ่ายหรือภาพเคลื่อนไหว
(5) ข้อมูลทางเทคนิค ได้แก่ หมายเลขอินเทอร์เน็ตโพรโทคอล (IP Address) ล็อก (Log)รหัสอุปกรณ์ (Device ID) ประเภทและเวอร์ชันของปลั๊กอิน เบราว์เซอร์ ระบบปฏิบัติการและแพลตฟอร์มระบบอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ข้อมูลการตั้งค่าในอุปกรณ์ และข้อมูลทางเทคนิคอื่นๆ จากการใช้งานบนแพลตฟอร์ม แอปพลิเคชันและระบบปฏิบัติการของธนาคาร
(6) ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับความสนใจ หรือความชื่นชอบส่วนตัว ลักษณะการใช้บริการ และข้อมูลที่ได้รับจากการใช้บริการ
1.2 ข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลอ่อนไหว ซึ่งธนาคารต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนจึงจะเก็บรวบรวมได้ ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนา ประวัติอาชญากรรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใดตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลประกาศกำหนด
2. วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ และ เปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

