Online Banking
ลูกค้าบุคคล
- บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง
- บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง
- บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง
- โมบายแบงก์กิ้ง
- โมบายแบงก์กิ้ง
- โมบายแบงก์กิ้ง
- บัวหลวง ไอฟันด์

"พี่โอนมาอีกแค่ 10,000 บาท ก็จะได้เงินทั้งหมดคืนแล้ว"
"ลงทุนไป 50,000 บาท ถ้าหยุดตอนนี้ จะเอาเงินออกจากระบบไม่ได้นะ"
"เสียเงินค่าธรรมเนียมอีกนิดหน่อย ดีกว่าต้องเสียเงินก้อนแรกไปฟรี ๆ"
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมคนที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพบางเคส ถึงโอนเงินให้มิจฉาชีพจำนวนมาก บางคนโอนหลักแสน ไปจนถึงหลักล้าน หลาย ๆ เคส ไม่ใช่การโอนแค่เพียงครั้งเดียว แต่เป็นการโอนซ้ำ ๆ หลายครั้งจนกลายเป็นความเสียหายมหาศาล ไม่ใช่เพราะความโลภหรือความไม่รู้อย่างเดียว แต่เป็นเพราะพวกเขาได้ตกหลุมพรางกับดักทางจิตวิทยาที่ชื่อว่า "Sunk Cost Fallacy" หรือ "อคติจากต้นทุนจม"
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกับดักความคิดนี้เพื่อให้คุณรู้เท่าทันและป้องกันตัวเองกับคนรอบข้าง ไม่ให้กลายเป็นคนที่ "เทน้ำเพิ่มลงในโอ่งที่รั่ว" แบบไม่มีที่สิ้นสุด
Sunk Cost Fallacy คืออะไร?
Sunk Cost Fallacy คือ อคติทางความคิดที่ทำให้คนเราตัดสินใจทำอะไรบางอย่างต่อโดยยึดติดกับ "ต้นทุน" ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา หรือความพยายาม ที่ได้ลงไปแล้วในอดีต ทั้ง ๆ ที่ต้นทุนนั้นไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้อีกแล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือ "ความรู้สึกเสียดาย" สิ่งที่ลงทุน (พลาด) ไปแล้ว จนทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดในปัจจุบัน
ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน
จากตัวอย่างแสดงให้ว่า Sunk Cost Fallacy เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปกับทุกคน แต่เมื่อถูกนำมาปรับใช้โดยมิจฉาชีพ มันจึงกลายเป็นอาวุธที่อันตรายอย่างยิ่ง
มิจฉาชีพใช้ Sunk Cost Fallacy หลอกให้เราโอนเงินซ้ำได้อย่างไร?
มิจฉาชีพ โดยเฉพาะแก๊งหลอกลงทุนออนไลน์ หลอกทำงานเสริม หลอกเป็นเจ้าหน้าที่ช่วยตามเงินคืนหลังจากถูกมิจฉาชีพหลอกไปแล้ว หรือ Romance Scam พวกนี้จะเชี่ยวชาญในการสร้างสถานการณ์เพื่อนำ Sunk Cost Fallacy มาใช้เป็นอาวุธ โดยมีขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 1: การสร้าง "ต้นทุนจม" ก้อนแรก
มิจฉาชีพจะหลอกล่อให้คุณโอนเงินครั้งแรกก่อน อ้างว่าแลกกับผลประโยชน์บางอย่าง เช่น เพื่อสมัครเข้ากลุ่มทำงาน เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนสูง โดยจำนวนเงินในก้อนแรกอาจจะไม่สูงมากนัก อาจจะเป็นค่าสมัครงาน ค่าเปิดพอร์ตลงทุน หรือค่าส่งของให้คนรักที่อยู่ต่างประเทศ เมื่อคุณโอนเงินก้อนนี้ไป คุณได้สร้าง "ต้นทุนจม" ก้อนแรกให้เกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม มิจฉาชีพอาจจะให้กำไรคุณนิดหน่อยจากต้นทุนก้อนนี้ เพื่อทำให้คุณเชื่อว่าในอนาคตก็จะได้อีก
ขั้นตอนที่ 2: การสร้าง "ปัญหา" และ "ทางออกปลอม"
หลังจากนั้นไม่นาน มิจฉาชีพจะสร้างปัญหาขึ้นมา เช่น
แล้วก็จะเสนอ "ทางออกปลอม" ซึ่งก็คือ การให้คุณโอนเงินเพิ่ม
ขั้นตอนที่ 3: จุดที่ Sunk Cost Fallacy เริ่มทำงาน
ณ จุดนี้ จิตใจของคุณจะเริ่มต่อสู้กันและความคิดของคุณจะเป็นแบบนี้:
"ลงทุนไปแล้วตั้ง 50,000 บาท ถ้าเราหยุดตอนนี้ ก็เท่ากับเสียเงิน 50,000 บาทนั้นไปเลยฟรี ๆ...แต่ถ้าโอนเพิ่มอีกแค่ 2,000 บาท เราจะได้เงินทั้งหมดคืนพร้อมกำไร... งั้นยอมโอนเพิ่มดีกว่า"
กับดักที่เกิดจากความกลัวที่จะสูญเสียเงินก้อนแรก ได้บดบังการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลไปจนหมดสิ้น เพราะคุณไม่ได้คิดว่ากำลังจะเสียเงินเพิ่มอีก 2,000 บาท แต่กลับคิดว่าการโอนเพิ่มคือ "หนทางเดียว" ที่จะรักษาเงินก้อนแรกไว้ได้
ขั้นตอนที่ 4: วงจรดูดเงินที่ไม่สิ้นสุด
เมื่อคุณยอมโอนครั้งที่สอง มิจฉาชีพก็จะสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ และทุกครั้งที่คุณโอนเพิ่ม "ต้นทุนจม" ของคุณก็จะยิ่งสูงขึ้น ทำให้คุณยิ่ง "เสียดาย" และยิ่ง "ถอนตัว" ได้ยากขึ้น จนนำไปสู่การสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลในที่สุด
มารับมือและหาวิธีเอาชนะ Sunk Cost Fallacy: ดึงสติกลับมาอย่างไร?
เมื่อคุณรู้ตัวหรือสงสัยว่ากำลังติดอยู่ในกับดักนี้ ให้ตั้งสติทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
การเข้าใจ Sunk Cost Fallacy ไม่เพียงช่วยให้คุณป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพ แต่ยังช่วยให้คุณตัดสินใจเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตได้ดีขึ้นอีกด้วย จงจำไว้เสมอว่า "เงินที่เสียไปแล้ว คือต้นทุนของบทเรียน ไม่ใช่เหตุผลที่ต้องเสียเงินเพิ่ม" กลโกงที่มิจฉาชีพใช้ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เราอาจไม่รู้กลโกงทั้งหมด แต่หากเรามีความรู้และสร้างเกราะป้องกันทางความคิดขึ้นมา ไม่ว่าเจอกลโกงแบบไหน เราก็จะมีสติและคิดไตร่ตรองได้อย่างถี่ถ้วน
อ่านรายละเอียดกลโกงมิจฉาชีพและวิธีป้องกันเพิ่มเติมได้ที่ รู้ทันกลโกงมิจฉาชีพ ไม่โดนหลอกโอนเงิน ป้องกันเงินหายจากบัญชี หากประสบปัญหาเกี่ยวกับมิจฉาชีพหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ติดต่อธนาคารกรุงเทพได้ที่เบอร์ 1333 หรือ 0 2645 5555 กด *3 ตลอด 24 ชั่วโมง
แหล่งอ้างอิง