“Sunk Cost Fallacy” อคติจากต้นทุนจม จิตวิทยาที่มิจฉาชีพใช้เพื่อให้เหยื่อยอมโอนเงินซ้ำ ๆ

Key Takeaways

  • ความรู้สึก "เสียดาย" คืออาวุธที่มิจฉาชีพใช้: ค้นพบว่าทำไมความรู้สึก "เสียดาย" เงินก้อนแรกที่โอนไป ถึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เหยื่อยอมโอนเงินก้อนที่สอง สาม และสี่ตามมา
  • เจาะกลยุทธ์ "สร้างปัญหา": ทำความเข้าใจเทคนิค "สร้างปัญหา" ที่มิจฉาชีพใช้หลอกล่อ เพื่อเปลี่ยนการโอนเงินครั้งเดียวให้กลายเป็นวงจรดูดเงินที่ไม่สิ้นสุด
  • กับดักทางจิตวิทยา: ทำความรู้จัก "Sunk Cost Fallacy" ความคิดที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่การฝืนกินบุฟเฟต์ ไปจนถึงการลงทุน
  • ดึงสติยิ่งเร็ว ยิ่งสูญเสียน้อยลง: อ่านวิธี "ตัดขาดทุน" ทางความคิด และทำลายวงจรการโอนเงินซ้ำได้ทันที

Sunk Cost Fallacy อคติจากต้นทุนจม จิตวิทยาที่มิจฉาชีพใช้เพื่อให้เหยื่อยอมโอนเงินซ้ำ ๆ



"พี่โอนมาอีกแค่ 10,000 บาท ก็จะได้เงินทั้งหมดคืนแล้ว"
"ลงทุนไป 50,000 บาท ถ้าหยุดตอนนี้ จะเอาเงินออกจากระบบไม่ได้นะ"
"เสียเงินค่าธรรมเนียมอีกนิดหน่อย ดีกว่าต้องเสียเงินก้อนแรกไปฟรี ๆ"

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมคนที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพบางเคส ถึงโอนเงินให้มิจฉาชีพจำนวนมาก บางคนโอนหลักแสน ไปจนถึงหลักล้าน หลาย ๆ เคส ไม่ใช่การโอนแค่เพียงครั้งเดียว แต่เป็นการโอนซ้ำ ๆ หลายครั้งจนกลายเป็นความเสียหายมหาศาล ไม่ใช่เพราะความโลภหรือความไม่รู้อย่างเดียว แต่เป็นเพราะพวกเขาได้ตกหลุมพรางกับดักทางจิตวิทยาที่ชื่อว่า "Sunk Cost Fallacy" หรือ "อคติจากต้นทุนจม"

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกับดักความคิดนี้เพื่อให้คุณรู้เท่าทันและป้องกันตัวเองกับคนรอบข้าง ไม่ให้กลายเป็นคนที่ "เทน้ำเพิ่มลงในโอ่งที่รั่ว" แบบไม่มีที่สิ้นสุด

Sunk Cost Fallacy คืออะไร?

Sunk Cost Fallacy คือ อคติทางความคิดที่ทำให้คนเราตัดสินใจทำอะไรบางอย่างต่อโดยยึดติดกับ "ต้นทุน" ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา หรือความพยายาม ที่ได้ลงไปแล้วในอดีต ทั้ง ๆ ที่ต้นทุนนั้นไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้อีกแล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือ "ความรู้สึกเสียดาย" สิ่งที่ลงทุน (พลาด) ไปแล้ว จนทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดในปัจจุบัน

ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน


  • กินบุฟเฟต์แบบเอาให้คุ้ม: แม้คุณอิ่มมากแล้วแต่ก็ยังฝืนกินต่อ เพราะอยากให้ "คุ้ม" กับเงินที่จ่ายไป ทั้งที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องทรมานร่างกายขนาดนั้น
  • ลงทุนในหุ้นที่ไม่เติบโต: คุณซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โดยที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้เพียงพอ จากนั้นพบว่าหุ้นขาดทุนติดลบจากการที่บริษัทไม่เติบโตหรือเป็นธุรกิจที่ไม่ทำกำไรแล้ว แต่คุณก็ยังหวังลึก ๆ ว่าราคาหุ้นจะขึ้น จึงลงทุนเพิ่มโดยการถัวเฉลี่ยไปเรื่อย ๆ เพื่อที่คุณจะกลับมาได้กำไร หรือขาดทุนน้อยลง แต่สุดท้ายราคาหุ้นไม่กลับขึ้นมา

จากตัวอย่างแสดงให้ว่า Sunk Cost Fallacy เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปกับทุกคน แต่เมื่อถูกนำมาปรับใช้โดยมิจฉาชีพ มันจึงกลายเป็นอาวุธที่อันตรายอย่างยิ่ง

มิจฉาชีพใช้ Sunk Cost Fallacy หลอกให้เราโอนเงินซ้ำได้อย่างไร?

มิจฉาชีพ โดยเฉพาะแก๊งหลอกลงทุนออนไลน์ หลอกทำงานเสริม หลอกเป็นเจ้าหน้าที่ช่วยตามเงินคืนหลังจากถูกมิจฉาชีพหลอกไปแล้ว หรือ Romance Scam พวกนี้จะเชี่ยวชาญในการสร้างสถานการณ์เพื่อนำ Sunk Cost Fallacy มาใช้เป็นอาวุธ โดยมีขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: การสร้าง "ต้นทุนจม" ก้อนแรก

มิจฉาชีพจะหลอกล่อให้คุณโอนเงินครั้งแรกก่อน อ้างว่าแลกกับผลประโยชน์บางอย่าง เช่น เพื่อสมัครเข้ากลุ่มทำงาน เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนสูง โดยจำนวนเงินในก้อนแรกอาจจะไม่สูงมากนัก อาจจะเป็นค่าสมัครงาน ค่าเปิดพอร์ตลงทุน หรือค่าส่งของให้คนรักที่อยู่ต่างประเทศ เมื่อคุณโอนเงินก้อนนี้ไป คุณได้สร้าง "ต้นทุนจม" ก้อนแรกให้เกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม มิจฉาชีพอาจจะให้กำไรคุณนิดหน่อยจากต้นทุนก้อนนี้ เพื่อทำให้คุณเชื่อว่าในอนาคตก็จะได้อีก

ขั้นตอนที่ 2: การสร้าง "ปัญหา" และ "ทางออกปลอม"

หลังจากนั้นไม่นาน มิจฉาชีพจะสร้างปัญหาขึ้นมา เช่น


  • "ต้องโอนเงินเพิ่มให้ครบยอด ถึงจะถอนเงินกำไรออกมาได้"
  • "พัสดุติดที่ศุลกากร ต้องจ่ายค่าภาษีเพิ่ม"

แล้วก็จะเสนอ "ทางออกปลอม" ซึ่งก็คือ การให้คุณโอนเงินเพิ่ม

ขั้นตอนที่ 3: จุดที่ Sunk Cost Fallacy เริ่มทำงาน

ณ จุดนี้ จิตใจของคุณจะเริ่มต่อสู้กันและความคิดของคุณจะเป็นแบบนี้: "ลงทุนไปแล้วตั้ง 50,000 บาท ถ้าเราหยุดตอนนี้ ก็เท่ากับเสียเงิน 50,000 บาทนั้นไปเลยฟรี ๆ...แต่ถ้าโอนเพิ่มอีกแค่ 2,000 บาท เราจะได้เงินทั้งหมดคืนพร้อมกำไร... งั้นยอมโอนเพิ่มดีกว่า" กับดักที่เกิดจากความกลัวที่จะสูญเสียเงินก้อนแรก ได้บดบังการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลไปจนหมดสิ้น เพราะคุณไม่ได้คิดว่ากำลังจะเสียเงินเพิ่มอีก 2,000 บาท แต่กลับคิดว่าการโอนเพิ่มคือ "หนทางเดียว" ที่จะรักษาเงินก้อนแรกไว้ได้

ขั้นตอนที่ 4: วงจรดูดเงินที่ไม่สิ้นสุด

เมื่อคุณยอมโอนครั้งที่สอง มิจฉาชีพก็จะสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ และทุกครั้งที่คุณโอนเพิ่ม "ต้นทุนจม" ของคุณก็จะยิ่งสูงขึ้น ทำให้คุณยิ่ง "เสียดาย" และยิ่ง "ถอนตัว" ได้ยากขึ้น จนนำไปสู่การสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลในที่สุด

มารับมือและหาวิธีเอาชนะ Sunk Cost Fallacy: ดึงสติกลับมาอย่างไร?

เมื่อคุณรู้ตัวหรือสงสัยว่ากำลังติดอยู่ในกับดักนี้ ให้ตั้งสติทำตามขั้นตอนต่อไปนี้


  1. ยอมรับความรู้สึก "เสียดาย": เข้าใจว่าการรู้สึกเสียดายเป็นเรื่องปกติ เข้าใจว่าตนเองได้สูญเสียเงินไปแล้ว และยอมรับกับตัวเองว่าความรู้สึกนี้กำลังจะทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาด
  2. เปลี่ยนมุมมองใหม่: แทนที่จะคิดว่า "จะต้องเอาเงินที่ลงทุนไปแล้วกลับคืนมาให้ได้" ให้คิดกับตัวเองว่า "ถ้าเราโอนเพิ่ม เท่ากับว่าเราเสียเงินเพิ่มให้เขาอีกก้อนหนึ่ง"
  3. คิดถึง "อนาคต" ไม่ใช่ "อดีต": ตระหนักว่าเงินที่โอนไปแล้วคือ "อดีต" ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ การตัดสินใจในตอนนี้ควรมุ่งไปที่การป้องกันความเสียหายใน "อนาคต" การหยุดโอน คือการ "ตัดขาดทุน" ไม่ใช่การ "ยอมแพ้"
  4. หาเสียงที่สองจากภายนอก: ข้อนี้สำคัญที่สุด เล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อน ครอบครัว หรือคนที่ไว้ใจฟัง กลุ่มคนที่ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมหรือส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้จะมองเห็นความผิดปกติและช่วยดึงสติคุณกลับมาได้ในที่สุด


การเข้าใจ Sunk Cost Fallacy ไม่เพียงช่วยให้คุณป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพ แต่ยังช่วยให้คุณตัดสินใจเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตได้ดีขึ้นอีกด้วย จงจำไว้เสมอว่า "เงินที่เสียไปแล้ว คือต้นทุนของบทเรียน ไม่ใช่เหตุผลที่ต้องเสียเงินเพิ่ม" กลโกงที่มิจฉาชีพใช้ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เราอาจไม่รู้กลโกงทั้งหมด แต่หากเรามีความรู้และสร้างเกราะป้องกันทางความคิดขึ้นมา ไม่ว่าเจอกลโกงแบบไหน เราก็จะมีสติและคิดไตร่ตรองได้อย่างถี่ถ้วน

อ่านรายละเอียดกลโกงมิจฉาชีพและวิธีป้องกันเพิ่มเติมได้ที่ รู้ทันกลโกงมิจฉาชีพ ไม่โดนหลอกโอนเงิน ป้องกันเงินหายจากบัญชี หากประสบปัญหาเกี่ยวกับมิจฉาชีพหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ติดต่อธนาคารกรุงเทพได้ที่เบอร์ 1333 หรือ 0 2645 5555 กด *3 ตลอด 24 ชั่วโมง

แหล่งอ้างอิง

  • https://thedecisionlab.com/biases/the-sunk-cost-fallacy
  • https://news.resolver.co.uk/the-sunk-cost-fallacy/

เครื่องมือช่วยเหลือ

ธนาคารพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลคุณ
ในทุกธุรกรรมทางการเงิน

เครื่องมือช่วยเหลือ

ธนาคารพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลคุณในทุกธุรกรรมทางการเงิน

คุณกำลังจะออกจากเว็บไซต์ธนาคารกรุงเทพ