ประหยัดภาษี ลดรายจ่ายรายปี...ให้มีเงินเหลือเก็บ

  

 

สมัยนี้อะไรๆ ก็แพงขึ้น หลายครอบครัวคงจะประสบปัญหารายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่รายได้กลับไม่ได้ปรับตัวขึ้นตามเสียเท่าไหร่ จึงต้องหาวิธีลดค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ไม่จำเป็นออกไป แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่ามีค่าใช้จ่าย ก้อนใหญ่อยู่อย่างหนึ่งที่เราสามารถประหยัดได้ นั่นก็คือ “ภาษี” นั่นเอง

จริงๆ แล้ว “ภาษี” นั้น สามารถ “ประหยัด” ได้ ถ้า “เข้าใจ” และรู้จัก “วางแผน”

ก่อนอื่นเรามาดูกันว่าจะประหยัดภาษีได้อย่างไร โดยปกติแล้ว ทางกฎหมายมี “ค่าลดหย่อน” ให้กับเรา ได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าเลี้ยงดูบิดามารดา ค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงค่าลดหย่อนอื่นๆ อีกมากมายเลยทีเดียว

แต่ในบรรดาค่าลดหย่อนเหล่านั้น จะมีอยู่บางประเภทที่จะช่วยทำให้เรามีเงินก้อนเก็บไว้ใช้ในยามเกษียณ เช่น เงินสะสม กบข. เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเงินสะสมกองทุนประกันสังคม เนื่องจากเงินที่เราจ่ายให้กับกองทุนเหล่านี้ กองทุนจะนำเงินของเราไปลงทุนเพื่อให้งอกเงย อีกทั้งเงินที่เราลงทุนไปนั้นจะสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ด้วย

เรามาดูค่าลดหย่อนส่วนที่น่าสนใจเพิ่มเติมกันดีกว่า

1. ประกันชีวิต “ประหยัดภาษี เป็นหลักประกันให้ครอบครัว”

ชีวิตมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้เสมอ เรื่องประกันต้องวางแผนให้ดี ช่วยให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุขอย่างเต็มที่ เพราะมีประกันชีวิตคุ้มครองดูแล
ให้ความคุ้มครองทางการเงินรอบด้าน ทั้งเรื่องการออม การเตรียมพร้อมเพื่อการเกษียณ รวมทั้งสิทธิในการลดหย่อนภาษี โดยทั่วไปแล้วเบี้ยประกันชีวิตที่สามารถลดหย่อนภาษีเงินได้มีอยู่ 2 ประเภทคือ

เบี้ยประกันชีวิตแบบคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท

หลายคนอาจจะคิดว่าเบี้ยประกันเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น จ่ายทิ้ง ไม่ได้อะไร ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย เพราะประกันชีวิตบางแบบนั้น มีเงินคืนระหว่างสัญญาให้กับผู้ทำประกันด้วย หรือถ้าใครอยากที่จะมีบำนาญเป็นของตนเอง โดยที่ไม่ได้เป็นข้าราชการแต่อย่างใด ก็สามารถสมัครทำประกันชีวิตแบบบำนาญ เพื่อรับเงินบำนาญเป็นงวดๆ หลังจากที่เราเกษียณ ถือเป็นอีกทางเลือกที่ดี

 

 

2. กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) “ประหยัดภาษี มีโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี”

LTF จะเน้นลงทุนในตลาดหุ้นเป็นหลัก เป็นการลงทุนในระยะยาว 5-7 ปีขึ้นไป เหมาะสำหรับผู้ที่อยากให้เงินลงทุนมีโอกาสงอกเงย สามารถรับความเสี่ยงได้สูง โดยผู้ลงทุนสามารถนำเงินที่ลงทุนในกองทุน LTF ไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท/ปี

 

3. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) “ประหยัดภาษี มีเงินใช้ สบายยามเกษียณ”

RMF เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนให้เลือกหลากหลายประเภท เหมาะสำหรับผู้ที่อยากออมเงินระยะยาวเพื่อไว้ใช้ในยามเกษียณ โดยผู้ลงทุนต้องลงทุนต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 5 ปี และขายคืนได้เมื่อลงทุนต่อเนื่องจนถึงอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี การลงทุนในกองทุนประเภทนี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนด้วย แค่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมนิดนึงสำหรับกองทุน RMF คือ

เมื่อรวม เงินลงทุนในกองทุน RMF + เงินสะสมใน กบข. + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ + เบี้ยประกันแบบบำนาญ + กองทุนสงเคราะห์ตามกฏหมายโรงเรียนเอกชน ทั้งหมดแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท/ปี

นอกจากนี้ เราสามารถจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยงที่สามารถรับได้ และไลฟ์สไตล์ทางการเงินของเรา เช่น

  • ผู้ลงทุนรับความเสี่ยงได้ต่ำ ก็อาจจะมีประกันแบบบำนาญเยอะหน่อย จากนั้นก็ค่อยเลือกกองทุน RMF ประเภทที่มีความเสี่ยงต่ำ และเงินที่เหลือค่อยไปลงทุนกับกองทุน LTF ประเภทที่ลงทุนในหุ้นไม่เกิน 75%

  • ผู้ลงทุนรับความเสี่ยงได้ปานกลาง เน้นลงทุนกับกองทุน RMF ประเภทที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางที่ลงทุนผสมทั้งในหุ้นและในตราสารหนี้ และเงินที่เหลือค่อยไปลงทุนกับกองทุน LTF และก็อาจจะมีประกันแบบบำนาญบ้าง

  • ผู้ลงทุนรับความเสี่ยงได้สูง เน้นลงทุนกับกองทุน LTF เป็นหลัก เพื่อให้มีโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงมากขึ้น แบ่งบางส่วนไปลงทุนกับกองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้น และประกันแบบบำนาญ

 

รู้จัก LTF/RMF กันไปแล้ว เรามาอัพเดทหลักเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับการลงทุนใน LTF/RMF ตามที่กรมสรรพากรกำหนดกัน

ประเด็นแรก รายได้ที่จะนำมารวมคำนวณเพื่อซื้อ LTF/RMF นั้น จะต้องเป็นรายได้ที่เสียภาษีเท่านั้น ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่เราสามารถนับรวมรายได้ที่เสียภาษี เช่น เงินเดือน โบนัส โอที ฯลฯ และรายได้ที่ไม่เสียภาษี เช่น กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน LTF/RMF หรือเงินที่ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มาเป็นฐานเพื่อซื้อ LTF/RMF เพิ่มเติมได้ หรือพูดง่ายๆ ว่า “เราไม่สามารถนำเงินที่ลดหย่อนภาษีไปแล้วอย่าง LTF/RMF มาเป็นรายได้ เพื่อลดหย่อนเพิ่มเติมได้”

ตัวอย่างการคำนวณ

ตามแบบหลักเกณฑ์เดิม ถ้าเรามีรายได้ 600,000 บาท และมีรายได้จากการขายคืนหน่วยลงทุนกองทุน LTF ที่ครบเงื่อนไข 5 ปี เป็นเงิน 100,000 บาท รวมเป็น 700,000 บาท ดังนั้น เราสามารถซื้อ LTF เพื่อลดหย่อนได้ 15% ของรายได้ทั้งหมด 700,000 หรือเป็นเงิน 105,000 บาท

ตามแบบหลักเกณฑ์ใหม่
ถ้าเรามีรายได้ 600,000 บาท และมีรายได้จากการขายคืนหน่วยลงทุนกองทุน LTF ที่ครบเงื่อนไข 5 ปี เป็นเงิน 100,000 บาท จะไม่สามารถนำเงินที่ได้จากการขายกองทุน LTF มารวมเป็นรายได้ ดังนั้น เราจะสามารถซื้อ LTF เพื่อลดหย่อนภาษีได้เพียง 600,000 x 15% = 90,000 บาท นั่นเอง

ประเด็นที่สอง ล่าสุด มติ ครม. เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2558 ได้เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาที่เราจะสามารถซื้อกองทุน LTF เพื่อนำไปลดหย่อนภาษีได้ต่อเนื่องไปอีก 3 ปี ดังนั้น ปีสุดท้ายที่จะสามารถลงทุนได้คือปี 2562 แต่เงื่อนไขนั้นมีการเปลี่ยนแปลงคือ เราจะต้องถือครองหน่วยลงทุนที่ซื้อตั้งแต่ 1 ม.ค. 2559 เป็นระยะเวลา 7 ปีปฏิทิน จากเดิม 5 ปีปฏิทิน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับประโยชน์จากการลงทุนในกองทุน LTF อย่างเต็มที่ เพราะว่ายิ่งลงทุนนานเท่าไร โอกาสในการขาดทุนก็จะลดลงเท่านั้นนั่นเอง

ดังนั้น ก่อนที่จะนำรายได้มาลดหย่อนก็ต้องเช็คหลักเกณฑ์ให้แน่ใจ สิทธิลดหย่อนมีเท่าไหร่ใส่ให้ครบ วางแผนและเปรียบเทียบดีๆ เราก็จะแฮปปี้จากการประหยัดภาษี

 

 

เครื่องมือช่วยเหลือ

ธนาคารพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลคุณ
ในทุกธุรกรรมทางการเงิน